จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในรัชกาลที่ 10 คือจุดอ่อนที่พระองค์ขาดไม่ได้

เรื่อง ราว คำ ทำนาย จาก พระ ภิกษุ ลึก ลับ เรื่อง นี้ ก็ ได้ ทำนาย ไว้ เมื่อ วัน ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ 2495 โดย หาก ย้อน กลับ ไป ล้นเกล้า รัชกาล ที่ 10 มี พระ ชน อายุ เพียง 2 วัน เท่า นั้น โดย เนื้อ หา ระบุ ไว้ ว่า มี พระ เกจิ สาย ปฏิบัติ ท่าน หนึ่ง ซึ่ง มี ชื่อ เสีย มาก ใน ยุค นั้น ได้ มี การ ทำนาย ไว้ วัน ที่ 30 กรกฎาคม 2495 โดย ว่า จ มี พระ ชายา ทั้ง หมด 4 พระ องค์ ถ้า 4 ดี ก็ ไม่ มี 5 เพราะ ว่า เป็น คู่ กรรม คู่ บารมี ส่วน คน ที่ 5 จ มา ไว ไป ไว พ เกจิ ได้ ทำลาย ไว้ ดัง นี้ คน ที่ 1 สม พระ ชาติ ที่ กำเนิด คน ที่ 2 มี บุตร มาก แต่ วาสนา ไม่ นำ ส่ง

คน ที่ 3 มา ที่ ไหน กลับ ไป ที่ นั่น คน ที่ 4ู่ อง จักรพรรดิ นั่ง แผ่น ดิน คน ที่ 5 ผู้ นำ วิล จ มา ไว ไป ไว จน ไม่ ทัน ได้ ตั้ง ตัว ลำดับ ที่ 1 ท่าน กล่าว ว่า สม พระ ชาติ ที่ กำเนิด เพราะ ท่าน นี้ จ เป็น พระ ราชวง์ คง อยู่ นาน การ เวลา จ แป เปลี่ยน ไป สัก เท่า ใด ก็ ตาม จ อยู่ ด้วย กัน ระยะ หนึ่ง เพราะ มี บุญวาสนา ทั้ง ส พระ องค์ มี มา เท่า นั้น ลำดับ ที่ 2 ท่าน กล่าว ว่า มี บุตร มาก แต่ บุญวาสนา ไม่ นำ ส่ง เพราะ จ เป็น คน ที่ รัก มาก ที่ สุด ใน ทั้ง 5 พระ องค์ แต่ จ ดน กี กัน หลาย อย่าง และ ผล กรรม ที่ ทำ ไว้ จะ มี บุตร 4 คน อัน

นี้ ขอ เพิ่ม เติม ว่า คิด ว่า ข้อ นี้ ยัง ไม่ ตรง เพราะ มี บุตร 5 คน ลำดับ ที่ 3 ท่าน กล่าว ว่า มา ที่ ไหน กลับ ไป ที่ นั่น พระ องค์ นี้ จัก มี บุญ มาก และ วาสนา ที่ ได้ กระทำ ร่วม กัน มา แต่ ชาติ ปาง กร และ เป็น คน ที่ พระ องค ที่ ทรง เมตตา มาก ที่ สุด ด้วย ผล บุญ นั้น จัก ได้ กลับ มา อีก ครั้ง หรือ มิ ได้ กลับ มา ขึ้น อยู่ ตาม บุญ และ วาสนา หาก กลับ มา แค่ เวลา ใน ช่วง หนึ่ง เท่า นั้น ลำดับ ที่ 4 คู่ ครอง จักรพรรดิ นั่ง แผ่น ดิน จัก เป็น ผู้ มี บุญ และ บารมี มาก จัก ได้ นั่ง แผ่น ดิน คู่ บารมี วาสนา สูง เด่น และ จะ เป็น ผู้

ทั้ง ปก ป้อง และ หนุน นำ สม กับ วาสนา ราชินี สยา บาา ค่อย ค่อ ไป ด ดม้ ผลิ แต่ อาจ จะ เทียบ เท่า บุญญาธิการ องค กษัตริย์ ถึง ต้อง หา 1 ชีวิต และ 1 พืช เพื่อ สิริมงคล ลำดับ ที่ 5 ท่าน กล่าว ว่า ผู้ นำ วิล จ มา ไว ไป ไว จน ิ ได้ ทัน ตั้ง ตัว เพราะ ิ อาจ จะ สู้ บุญญาธิการ องค์ กษัตริย์ สำหรับ บุคคล ที่ 5 อาจ จะ ไม่ เกิด ก็ ได้ เพราะ มี แต่ วาสนา ไม่ มี บุญ บารมี ส่วน ลำดับ ที่ 4 และ ลำดับ ที่ 5 นั้น ท่าน อธิบาย ว่า ถ้า มี 4 ดี อาจ จะ ไม่ มี 5 เพราะ มี แต่ วาสนา แต่ ไม่ มี บุญ บารมี และ นี่ ก็ คือ คำ ทำนาย ของ พระ เกจิ ลึก ลับ ท่าน หนึ่ง ที่

ได้ มี การ แชร์ อย่าง มาก มาย ใน โลก ออนไลน์ ที่ เรา ได้ นำ มา ฝาก กัน ค่ะ แล ถ้า หาก ย้อน กลับ ไป เมื่อ วัน ที่ 7 พฤษภาคม 62 Facebook ของ นาย ไพศาล พืชมงคล อดีต กรรมการ ผู้ ช่วย รอง นายก ก็ ได้ มี โ ่า เรื่อง กับ คำนาย เหน ึ่ง ท่าน ัง เคย ี่ กับ คำ ทำนาย ศ หล เมือง คน สงา เป็น ให ใน แ่น ดน เน หา ไพ พืช เคย โ โดย มี การ นำ ภา เนื่ ใน พ ิธี บรมราชาภิเ ว หนึ มา ประกอบ ข ความ ึ่ง ภาพ นั้น ปรากฏ พระ บม พระ เ อยู่ ห พระ น เจ้า พระ ราชี ขาม หยบ ย เอา คำ พยากร ศาล หลัก เมือง สงขลา มา เปิด เผย ไว้ ด้วย ทั้ง หมด ระบุ ไว้ ว่า คำ

พยากรณ์ าล หลัก เม สงขลา ือ ครั้ง ตั้ง ส หลัก เม สงขลา เจ้า พ่อ หลัก เมือง ได้ พยากรณ์ ไว้ เป็น สำคัญ ว่า ใน อนาคตกาล จะ มี คน สงขลา 3 คน เป็น ใหญ่ กว่า ใคร มี แผ่น ดิน มา ถึง ตอน นี้ คำ พยากรณ์ นั้น เป็น จริง ถึง 2 คน คน สงขลา คน แรก คือ เจ้าพระยา ศรีธรรมาธิเบศ จ นัก สงขลา ซึ่ง ดำรง ตำแหน่ง ถึง ผู้ สำเ็จ ราชการ แผ่น ดิน และ คน ถัด มา ก็ คือ พ เอก เสลานนท์ ซึ่ง เคย ดำร ตำหน่ง เป็น นายก รัฐมนตรี และ มี ชื่อ เสียง ใน เรื่อง ความ ซื่อ สั สุริต ต่อ แผ่น ดิน จ ได้ รับ ความ ไว้ วาง พระ ราชย เป็น ประธาน มรี คง เหลือ

แต่ คน ที่ 3 เท่า นั้น ว่า จะ เป็น ผู้ ใด แต่ ก็ เชื่อ มั่น น่า จะ เป็น จริง ตาม คำ พยากรณ์ นั้น และ ได้ แต่ ภาวนา ว่า คน สงขลา คน ที่ 3 จะ เป็น ใหญ่ กว่า ใคร ใน แผ่น ดิน ตาม คำ พยากร์ ของ เจ้า พ่อ หลัก เมือง จะ ต้อง เป็น คน ใหญ่ จริง ด้วย และ ดี จริง ด้วย หลัง ตั้ง ศาล หลัก เมือง สงขลาม ไม่ นาน พระ บาท สมเด็จ พระ จุลจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว ได้ เสด็จ พระ ราชดำเนิน ไป สักการะ ศาล หลัก เมือง สงขล ใน วาระ ที่ เสด็จ พภา ภาค ใต้ และ จังหวัด สงขลา จาก หนังสือ สมเด็จ โดย เรือง วิทยาคม 24 กันยายน 51 พล เอก หญิง สมเด็จ พระ นาง เจ้า สุธิดา

พัชรสุธาพิมล พระ บรมราชินี เป็น พระ อัครมเหสี ใน พระ บาท สมเด็จ พระ วชิรเกล้า เจ้า อยู่ หัว สมเด็จ พระ นาง เจ้า สุธิดา พัชรสุธาพิมล ลัก พระ บรมราชินี เสด็จ พระ ราชสมภพ เมื่อ วัน ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ 2521 มี พระ นาม เดิม ว่า ต ใจ สมเด็จ พระ นาง เจ้า สุธิดา พัชรสุธา พิม ลักษ์ พระ บรมราชินี ทรง สำเร็จ การ ศึกษา หลัก สูตร นิเทศศาสตร์ บัณฑิต จาก คณะ นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัย อสัมชัน เมื่อ ปี พ.ศ 25 143 ทรง สมภพ ที่ ตำบล บ้าน พุ ทาง ไป ด่าน นอก สะเดา อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัด สงขลา วัน ที่ 1 พค 2562 มี พระ ราช ให้ สถาปนา พ เอก หญิง สุธิดา

วชิราลงกรณ อยุธยา พระ อัครมเหสี เป็น สมเด็จ พระ ราชินี สุธิดา ทรง ดำรง ตำแหน่ง พระ อิสริยยศ ฐา นันดรศักดิ์ แห่ง พระ ราชวง์ ภาย หลัง ที่ ได้ ทรง ประกอบ พระ ราชพิธี ราชาภิเษก สมรส อย่าง ถูก ต้อง ตาม กฎ หมาย โดย ใน วัน เยว กัน นั้น มี พระ ราชพิธี ราชาภิเสก สมรส และ สถาปนา สมเด็จ พระ ราชินี ณ พระ ที่ นั่ง อำพร สถาน พระ ราชวัง ดุสิต ต่อ มา ใน การ พระ ราชพิธี บรมราชาภิเษก พุทธศัก 2562 เมื่อ วัน ที่ 4 พฤษภาคม พระ บาท สมเด็จ พระ วชิรเกล้า เจ้า อยู่ หัว มี พระ บรมราช โปรดเกล้า ให้ ประกาศ สถาปนา เฉลิม พระ เกียรติยศ สมเด็จ พระ ราชินี สุธิดา ขึ้น เป็น

สมเด็จ พระ นาง เจ้า สุธิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระ บรมราชินี

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…