นี่แหละของจริง! ผลสำรวจบ้านสมเด็จโพล เผยคนที่ชาวกทม. คิดว่าเหมาะกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร

. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจฯ ได้แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน

ในกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลังเสร็จสิ้นการรับสมัคร โดยมีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,121 ราย ครอบคลุมทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ซึ่งผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนถึงแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่งก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ความตื่นตัวทางการเมือง: ภารกิจคู่ขนาน เลือก สส. – ลงประชามติ

Có thể là hình ảnh về văn bản cho biết '3% สันคเลิง ประกาศน ศเ เล้ว!! นี่ นี่แหละของจริง! ผลสำรวจบ้านสมเด็จโพล เลือ เลือกตั้ง ตั้ง 69 แรง มาแรงนำโด่ง นำ โด่ง'

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากการสำรวจครั้งนี้คือ ความตื่นตัว ของคนกรุงเทพฯ โดยประชาชนสูงถึง 89.3% ยืนยันว่าตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างแน่นอน

ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 90.5% รับทราบข้อมูลเรื่องการออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถามที่ว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันและเวลาเดียวกัน ณ จุดเลือกตั้งเดียวกัน โดยแบ่งการลงคะแนนแยกจากบัตรเลือกตั้ง สส.

ประชาชนร้อยละ 64% ระบุว่าจะตัดสินใจเลือก สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อจาก พรรคการเมืองเดียวกัน

คะแนนนิยมรายพรรค

สส. แบบแบ่งเขต

อันดับที่หนึ่ง พรรคประชาชน ร้อยละ 29.9 %

อันดับสองกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 21.1%

และอันดับสามพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 20.2%

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยตามมาในอันดับสี่และห้าที่ร้อยละ 10.1% และ 7.4% ตามลำดับ

สส. แบบบัญชีรายชื่อ (Party List)

1 พรรคประชาชน ร้อยละ 31.8%

2 ยังไม่ตัดสินใจในระบบบัญชีรายชื่อ ร้อยละ 27.5%

3 พรรคภูมิใจไทยที่ ร้อยละ 17.9%

4 พรรคเพื่อไทยที่ได้ร้อยละ 6.4%

บุคคลที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด

1 ยังไม่ตัดสินใจ: ร้อยละ 28.8%

2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ: ร้อยละ 28.1% (ถือเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มตัวบุคคล)

3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล: ร้อยละ 16.7%

4 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: ร้อยละ 5.6%

5 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ร้อยละ 4.5%

นโยบายเศรษฐกิจต้องมาก่อน – คุณสมบัติ สส. ที่คนเมืองโหยหา

ประชาชนร้อยละ 35.5% ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจ คือสิ่งที่อยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญมากที่สุด

ตามมาด้วยด้านสวัสดิการของรัฐ 22.1%

และการศึกษา 9.6%

ในส่วนของ สเปก สส. ที่ชาวกรุงต้องการ

ประชาชนให้ความสำคัญกับ

ความรู้ความสามารถและประวัติการทำงาน28.4%

ความซื่อสัตย์สุจริต 25.3%

สส. แบบบัญชีรายชื่อ

ประชาชนกลับให้คะแนนความนิยมสูงที่สุดแก่ผู้ที่มี

ความเสียสละทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง 37.6%

ตามด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 32.2%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง ฟังแล้วไม่เชื่อ ชัยวุฒิซัดแรง ปมพิธาพูด “ทหารมีไว้ทำไม” ชัยยันต์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 ภูมิใจไทย ลงพื้นที่บ้านใหม่ พบปะประชาชน ให้กำลังใจทหาร ย้ำจุดยืนความมั่นคงชาติ เดือด! ชัยวุฒิ ซัดแรงไม่ยั้ง หลัง พิธา ออกมาขอโทษทหาร อุ๊ย! หล่อไม่เบา อดีตดาราวายชื่อดัง ประกาศลงสมัคร สส.กรุงเทพฯ ปวินสวนแรง ทำไมพิธาต้องขอโทษ ปมคำพูด ทหารมีไว้ทำไม

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…