[ภาพประกอบข่าว: รูปถ่ายเก่าขาวดำหรือสีซีดจางของ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ในชุดสูทนักร้องลูกทุ่งยุคเก่า ยืนถือไมโครโฟน หรือรูปคู่กับครูสุรพล สมบัติเจริญ]
ในแวดวงดนตรีลูกทุ่งไทยที่เต็มไปด้วยตำนานและเรื่องเล่าขาน มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ด้วยความโศกเศร้าและความน่าอัศจรรย์ใจในคราวเดียวกัน เรื่องราวของขุนพลเพลงลูกทุ่งชื่อดังระดับตำนาน ผู้ซึ่งมีน้ำเสียงไพเราะจับใจและฝากผลงานเพลงอมตะไว้มากมาย แต่กลับต้องปิดฉากชีวิตลงอย่างเงียบงัน ท่ามกลางกระแสข่าวสังคมที่เชี่ยวกรากในยุคนั้น สิ่งที่ทำให้การจากไปของเขาเป็นที่กล่าวขวัญไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียบุคลากรทรงคุณค่า แต่คือ “ปาฏิหาริย์เศร้า” เมื่อเขาเสียชีวิตตามหลังพี่ชายแท้ๆ ไปเพียงแค่ 1 วัน ด้วยสาเหตุของโรคเดียวกัน ราวกับนัดหมายกันไว้ นี่คือเรื่องราวชีวิตและจุดจบที่น่าจดจำของ “ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย”
โศกนาฏกรรมพี่น้อง สายเลือดศิลปิน
เรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 หรือเมื่อกว่า 3 ทศวรรษที่แล้ว ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย คือชื่อของนักร้องลูกทุ่งที่มีเชื้อสายจีนและโด่งดังเป็นพลุแตกในยุคทองของวงการลูกทุ่ง แต่เกร็ดชีวิตที่แปลกประหลาดและน่าเศร้าที่สุดในประวัติของเขา คือความผูกพันระหว่างเขากับพี่ชายแท้ๆ
พี่ชายของยงยุทธ ก็เป็นนักร้องเช่นเดียวกัน แม้ชื่อเสียงอาจไม่ดังก้องฟ้าเท่ากับน้องชาย แต่ก็มีผลงานเพลงที่ดีและเป็นที่รู้จัก เช่นเพลง “ค่ำนี้จะนอนไหน” และ “ห่วงน้องบ้านนา” ทั้งสองพี่น้องต่างโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรี สร้างความสุขให้กับผู้ฟังมาอย่างยาวนาน แต่แล้วมัจจุราชก็มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว
ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2535 พี่ชายของยงยุทธได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ สาเหตุหลักเกิดจากโรคร้ายที่สั่งสมมาจากการสูบบุหรี่จัด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในหมู่นักร้องนักดนตรีในยุคนั้นที่ต้องทำงานกลางคืนและสังสรรค์ แต่ความโศกเศร้ายังไม่ทันจางหาย ความตกตะลึงก็เข้ามาแทนที่ เมื่อในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2535 หรือเพียงแค่ 1 วันหลังจากพี่ชายสิ้นลม ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ก็ได้เสียชีวิตตามไปอย่างกะทันหัน ด้วยโรคเดียวกันและอาการเดียวกัน
การเสียชีวิตของพี่น้องคู่นี้ กลายเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนใกล้ชิดและวงการเพลงลูกทุ่งเป็นอย่างมาก สรุปคือพี่กับน้องเสียชีวิตห่างกันเพียงวันเดียว ปิดตำนานคู่พี่น้องนักร้องไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากยิ่งและยังคงเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
กำเนิดลูกทุ่งเชื้อสายจีน
ย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของตำนานท่านนี้ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย มีชื่อจริงแต่กำเนิดว่า “จิงควง แซ่เซียว” เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 ณ ตำบลหนองเต่า อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เขาเกิดในครอบครัวชาวจีนที่มีฐานะปานกลาง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดยเขาเป็นบุตรคนที่ 4
พื้นฐานครอบครัวของยงยุทธมีความเกี่ยวข้องกับดนตรีมาตั้งแต่ต้น บิดาของเขาเป็นชาวจีนที่มีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีจีนได้หลายชนิด เช่น ซอ และ ขิม ทำให้เสียงดนตรีซึมซับเข้าสู่สายเลือดของเด็กชายจิงควงมาตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากนี้ พี่ชายคนโตที่ชื่อ “พิเชษฐ์” ก็เป็นคนชอบร้องเพลงมาก ทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยเสียงเพลง
ด้านการศึกษา ยงยุทธจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนปานขาว ในอำเภอบ้านหมี่ ก่อนจะไปเรียนภาษาจีนต่อที่โรงเรียน “กงสุ่ฮั้ว” ในขณะที่บิดาประกอบอาชีพเปิดร้านถ่ายรูป ต่อมาเมื่อครอบครัวย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ย่านวัดราชคฤห์วรวิหาร (วัดมอญ) ตลาดพลู ฝั่งธนบุรี เขาจึงได้เข้าศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนวัดเวฬุราชิน
แววศิลปินที่ฉายแสง
ความรักในการร้องเพลงของยงยุทธนั้นฉายแววมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นเด็กกล้าแสดงออก ชอบร้องรำทำเพลง เวลาที่โรงเรียนมีงานกิจกรรม เขาจะเป็นตัวแทนขึ้นร้องเพลงอยู่เสมอ ความสามารถที่โดดเด่นทำให้เขาได้รับหน้าที่สำคัญคือเป็นต้นเสียงนำนักเรียนร้องเพลงชาติที่หน้าเสาธงในตอนเช้า ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติเล็กๆ ในวัยเยาว์
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ยงยุทธเริ่มตระเวนประกวดร้องเพลงตามงานวัดต่างๆ ในย่านฝั่งธนบุรีและกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักร้องลูกทุ่งในสมัยนั้น แม้ว่าพ่อแม่จะพยายามห้ามปรามด้วยค่านิยมของคนจีนสมัยก่อนที่มองว่าอาชีพ “เต้นกินรำกิน” ไม่มั่นคง และอยากให้ลูกชายหันไปเอาดีด้านการค้าขายมากกว่า แต่หัวใจที่รักเสียงเพลงของเขาก็ไม่อาจถูกขัดขวางได้
หลังจบการศึกษา เขาเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพควบคู่ไปกับการร้องเพลง โดยเมื่ออายุได้ 16 ปี เขาเข้าทำงานที่บริษัท “5 เจดีย์โอสถ” ย่านตลาดพลู ด้วยความที่เป็นคนพูดเก่งและมีน้ำเสียงดี บริษัทจึงมอบหมายให้เขาทำหน้าที่เป็น “โฆษก” ประจำแผนกหนังกลางแปลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ฝึกฝนทักษะการใช้เสียงและการพูดต่อหน้าสาธารณชน
จุดเปลี่ยนชีวิต: ใบแดงและการพบกับราชาเพลงลูกทุ่ง
ในปี พ.ศ. 2499 เมื่อยงยุทธมีอายุครบเกณฑ์ทหาร เขาจับได้ “ใบแดง” ทำให้ต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการสังกัดกองทัพอากาศ เป็นเวลา 2 ปี และที่นี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเขาได้มีโอกาสรู้จักกับ “สุรพล สมบัติเจริญ” ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักร้องหนุ่มประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ และกำลังเริ่มมีชื่อเสียงจากเพลง “โดดร่ม”
มิตรภาพในรั้วทหารทำให้ทั้งคู่รู้จักมักคุ้นกัน แต่เมื่อปลดประจำการ ยงยุทธก็กลับไปทำงานที่บริษัทขายยาเดิม จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2502 โชคชะตาก็นำพาให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์
วันหนึ่ง ขณะที่ยงยุทธนำหน่วยหนังเร่ไปฉายที่จังหวัดนครสวรรค์ ประจวบเหมาะกับที่วงดนตรีของสุรพล สมบัติเจริญ ก็ไปทำการแสดงที่นั่นเช่นกัน ทั้งสองได้พบปะพูดคุย และเป็นช่วงจังหวะที่สุรพลกำลังโด่งดังสุดขีดจากเพลง “หนาวจะตายอยู่แล้ว” และกำลังวางแผนก่อตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ สุรพลจึงไม่รีรอที่จะชักชวนเพื่อนเก่าอย่างยงยุทธมาร่วมงานด้วย
สู่ทำเนียบ “ขุนพลเพลง” ข้างกายครูสุรพล
แน่นอนว่าโอกาสทองเช่นนี้ ยงยุทธไม่ปฏิเสธ เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำและก้าวเข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งอย่างเต็มตัว โดยเข้ามาเป็นสมาชิกยุคบุกเบิกของวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ
เพียงไม่กี่เดือนที่เข้ามาร่วมวง ครูสุรพลได้แต่งเพลง “สัจจะของชาวนา” ให้ยงยุทธขับร้อง และเป็นผู้ตั้งชื่อในวงการให้ใหม่ว่า “ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย” เพื่อให้เป็นสิริมงคลและจดจำง่าย ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ไพเราะ และเนื้อหาเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวนาได้อย่างลึกซึ้ง ประกอบกับดนตรีอินโทรที่บาดใจจากการเรียบเรียงของครูสำเนียง ม่วงทอง ทำให้เพลงนี้ดังระเบิดเถิดเทิงไปทั่วประเทศ
ชื่อของ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ติดลมบนทันที เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สี่ทหารเสือ” หรือขุนพลเพลงข้างกายครูสุรพล ร่วมกับ ก้าน แก้วสุพรรณ และ ผ่องศรี วรนุช เพลงที่ยงยุทธร้องอัดแผ่นเสียงส่วนใหญ่ ล้วนเป็นผลงานการประพันธ์ของครูสุรพลแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง “ขันหมากมาแล้ว” เพลง “รักพี่จงหนีพ่อ” “โป๊ยเซียนเสี่ยงทาย” และ “ฝนสั่งฟ้า”
ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ และเป็นยุคที่ยงยุทธรุ่งโรจน์ที่สุด เขามีแฟนเพลงติดตามอย่างเหนียวแน่น เสียงร้องของเขาเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความหวานแบบลูกทุ่งภาคกลางเข้ากับลูกเอื้อนที่มีเสน่ห์
ชีวิตหลังยุคสุรพล และบั้นปลาย
ยงยุทธร่วมงานกับครูสุรพลได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงคราวต้องขยับขยาย เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ โดยไปร่วมงานกับครูสำเนียง ม่วงทอง และครูพีระ ตรีบุปผา ก่อตั้งวงดนตรี “รวมดาวกระจาย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีลูกทุ่งระดับตำนาน เขาอยู่กับวงรวมดาวกระจายได้ประมาณ 4 ปี ก็แยกตัวออกมาตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง ร่วมกับ “เตือนใจ บุญพระรักษา” ภรรยาคู่ชีวิตในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม การทำวงดนตรีเองไม่ใช่เรื่องง่าย ประกอบกับปัญหาสุขภาพเริ่มรุมเร้า วงดนตรีของเขาจึงยืนหยัดอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนต้องยุบวงไป ในช่วงท้ายของอาชีพนักร้อง ยงยุทธย้ายไปสังกัดวง “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” อยู่ช่วงหนึ่ง จนถึงปี พ.ศ. 2512 ก็ต้องหยุดพักการเดินสายเนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง
หลังจากนั้น เขาไม่ได้สังกัดวงใดเป็นหลักแหล่ง แต่ยังคงรับเชิญไปร้องเพลงตามงานต่างๆ และร้องประจำตามห้องอาหารบ้างเพื่อหารายได้ แต่ชื่อเสียงอาจไม่ได้โด่งดังเท่าในอดีต
บทเรียนจากควันบุหรี่
สิ่งหนึ่งที่เป็นเงาตามตัวของยงยุทธและพี่ชาย คือพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด ซึ่งเป็นค่านิยมและความเคยชินของคนในแวดวงบันเทิงยุคก่อน เพื่อคลายเครียดหรือเข้าสังคม แต่หารู้ไม่ว่ามันคือมัจจุราชที่ค่อยๆ กัดกินปอดและลมหายใจของพวกเขาไปทีละน้อย
จนกระทั่งมาถึงบทสรุปสุดท้ายในปี 2535 ร่างกายที่ตรากตรำทำงานหนักและพิษจากบุหรี่ก็ได้ทวงคืนชีวิตของเขาทั้งสองไป เรื่องราวของ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย จึงไม่ได้เป็นเพียงตำนานความสำเร็จของเด็กหนุ่มลูกจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นราชานักร้อง แต่ยังเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นหลังเรื่องการดูแลสุขภาพ และพิษภัยของบุหรี่ที่พรากชีวิตคนเก่งไปก่อนวัยอันควร
แม้ตัวจะจากไป แต่เสียงเพลง “ขันหมากมาแล้ว… ท่านผู้ฟัง…” ยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของแฟนเพลงลูกทุ่งเสมอมา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ทิ้งไว้ให้แผ่นดิน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย เสียชีวิตเมื่อไหร่? ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2535
2. สาเหตุการเสียชีวิตของยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย คืออะไร? เขาเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่จัด ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับที่พี่ชายของเขาเสียชีวิต
3. เพลงที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย คือเพลงอะไร? เพลงที่โด่งดังและเป็นที่จดจำมากที่สุดคือ “ขันหมากมาแล้ว” และ “สัจจะของชาวนา”
4. ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย เกี่ยวข้องอย่างไรกับ สุรพล สมบัติเจริญ? ยงยุทธ เป็นเพื่อนกับสุรพลตั้งแต่สมัยเป็นทหารเกณฑ์ และต่อมาได้เข้าร่วมเป็นนักร้องรุ่นบุกเบิกของวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ จนได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในขุนพลเพลงคู่ใจ
5. ทำไมถึงเรียกว่า “ปาฏิหาริย์เศร้า” ในการเสียชีวิตของเขา? เพราะยงยุทธเสียชีวิตตามหลังพี่ชายแท้ๆ ของเขาเพียงแค่ 1 วัน (พี่ชายเสียชีวิต 27 มิ.ย. ยงยุทธเสียชีวิต 28 มิ.ย.) และเสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกัน เป็นเหตุการณ์บังเอิญที่น่าเศร้าสลด