ในท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของสมรภูมิการเมืองไทยที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสงบลงง่ายๆ ล่าสุดเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ทำเอาคอการเมืองและประชาชนผู้ติดตามข่าวสารต้องหันมาจับตามองแบบตาไม่กระพริบ เมื่อ “เสี่ยโอ” บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญและเป็นที่จับตามองในแวดวงข่าวสารบ้านเมือง ได้ออกมา “ระเบิดอารมณ์” กลางวงสื่อ พร้อมเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังชนิดที่เรียกว่า “แฉยับ” แบบไม่มีกั๊ก โดยเป้าหมายหลักในครั้งนี้พุ่งตรงไปที่ “ชูวิทย์” จอมแฉระดับประเทศที่ดูเหมือนรอบนี้จะเพลี่ยงพล้ำจนไปไม่เป็น รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและจุดยืนของ “พรรคส้ม” พรรคการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่ถูกกล่าวหาว่า “กลืนน้ำลายตัวเอง” ทรยศต่ออุดมการณ์ที่เคยให้ไว้กับประชาชน
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะคารมธรรมดา แต่เป็นการเปิดโปงเกมการเมืองที่สลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน คำถามที่เกิดขึ้นในใจของประชาชนกว่า 14 ล้านคนที่เคยเทคะแนนเสียงให้คือ “ความจริงคืออะไรกันแน่?” และนี่คือรายละเอียดเจาะลึกจากปากคำของเสี่ยโอที่อาจจะทำให้คุณต้องมองการเมืองไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล
ปะทุเดือด! เสี่ยโอเปิดศึก ซัดชูวิทย์จนมุม
เริ่มต้นจากประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด เมื่อเสี่ยโอได้กล่าวพาดพิงถึงคุณชูวิทย์ โดยระบุว่าชูวิทย์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิพรรคส้ม แม้จะออกตัวว่าไม่ได้มีความแค้นเคืองส่วนตัว แต่สิ่งที่เสี่ยโอหยิบยกขึ้นมาพูดนั้น เป็นการตอกย้ำว่าในเกมนี้ ชูวิทย์อาจจะกำลังเดินเกมพลาด หรือ “แพ้ราบคาบ” ในเชิงของข้อมูลและความชอบธรรม
เสี่ยโอได้อธิบายถึงลักษณะความสัมพันธ์และมุมมองที่มีต่อพรรคส้ม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่ชูวิทย์เคยนำเสนอ แต่ทว่าเสี่ยโอได้ขยายความลึกลงไปถึงโครงสร้างความคิดและการกระทำของแกนนำพรรคส้มที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเด็นการเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การยกเลิกกฎหมายต่างๆ รวมถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดอย่างมาตรา 112 ซึ่งเคยเป็นธงนำสำคัญที่ทำให้พรรคส้มได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย
เบื้องหลังนโยบาย “ตุ๊กตา” และการหลอกลวงครั้งมโหฬาร
สิ่งที่น่าตกใจและถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการออกมาแฉครั้งนี้ คือการที่เสี่ยโอวิเคราะห์ว่า นโยบายต่างๆ ที่พรรคส้มเคยประกาศก้อง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก 112 การปฏิรูปสถาบันฯ การปฏิรูปกองทัพ หรือแม้แต่การจะนำเรื่องฟ้องศาลโลก (ICC) แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียง “ตุ๊กตา” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเรียกกระแสและคะแนนเสียงเท่านั้น
เสี่ยโอระบุอย่างชัดเจนว่า ตนเองนั้นเคย “เชียร์สุดตัว” ยกนิ้วโป้งให้กับการนำเสนอเหล่านี้ เพราะเชื่อในหลักการ แต่ลึกๆ แล้วก็มองออกว่าพรรคส้มต้องการใช้เรื่องเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสร้าง “มติมหาชน” เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ก็สะท้อนออกมาผ่านคะแนนเสียงกว่า 14 ล้านเสียงที่เทให้ รวมถึงเสียงของเสี่ยโอเองด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อพรรคการเมืองที่เคยประกาศตัวว่าเป็นความหวัง กลับไม่สามารถทำตามสัญญาได้ และเริ่มแสดงพฤติกรรมที่เสี่ยโอมองว่าเป็นการ “โกหกปลิ้นปล้อน” ประชาชน
เกมการเมืองที่พลิกผัน: จากความหวังสู่ความผิดหวัง
เสี่ยโอได้ลำดับเหตุการณ์ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยย้อนกลับไปในช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาล เสี่ยโอชี้ว่าตนเองเคยสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทย (ซึ่งถนัดเรื่องเศรษฐกิจ) และพรรคก้าวไกล (ซึ่งนำในเรื่องการเมือง) จับมือกัน โดยให้พรรคส้มเป็นฝ่ายนำ เพื่อให้เกิดความลงตัวในการบริหารประเทศเพื่อประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล แกนนำถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การยืนหยัดสู้ในแบบที่ควรจะเป็น
แทนที่แกนนำอย่างธนาธร หรือคนอื่นๆ จะใช้โอกาสนี้ในการยกระดับการต่อสู้จากในสภามาสู่นอกสภา เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบและโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ตามที่เคยประกาศไว้ กลับกลายเป็นการออกมาประกาศว่า “ยักไหล่แล้วไปต่อ” พร้อมกับยืนยันว่าจะไม่สู้เรื่องเก่านอกสภา และจะใช้เพียง “ปากกา” ในการฆ่าเผด็จการ ซึ่งเสี่ยโอมองว่าเป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและเป็นการยอมจำนนต่ออำนาจที่ตนเองเคยประกาศว่าเป็นศัตรู
ข้อหาฉกรรจ์: พรรคส้มซบ “น้ำเงิน” ทรยศฝ่ายประชาธิปไตย?
ประเด็นที่สร้างความเจ็บปวดให้กับกองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยมากที่สุด คือข้อมูลที่เสี่ยโอระบุว่า พรรคส้มได้กระทำการที่ถือว่า “ผิดผี” ทางการเมืองอย่างร้ายแรง นั่นคือการหันไปยกมือสนับสนุน “พรรคน้ำเงิน” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นขั้วตรงข้ามและเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจที่ฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านมาตลอด
เสี่ยโอชี้ให้เห็นว่า ในอดีตพรรคส้มไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะ สว. ไม่ยกมือให้ ซึ่ง สว. และพรรคน้ำเงินนั้นคือพวกเดียวกัน แต่ในวันนี้ พรรคส้มกลับไปยกมือให้กับพรรคน้ำเงินเสียเอง พฤติกรรมเช่นนี้ถูกเสี่ยโอนิยามว่าเป็นการ “กลืนน้ำลายตัวเอง” และเดินออกจากจุดยืนประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
เสียงสะท้อนจากแดนไกล: เพนกวินทนไม่ไหว
เพื่อยืนยันความหนักแน่นของข้อกล่าวหา เสี่ยโอได้อ้างถึง “เพนกวิน” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญที่ปัจจุบันต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ เพนกวินซึ่งเคยเป็นแกนนำในการต่อสู้และสร้างกระแสที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคส้มมาโดยตลอด ถึงกับทนไม่ไหวต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพรรคประชาชน (ร่างใหม่ของพรรคส้ม) ว่าการไปยกมือสนับสนุนศัตรูอันดับ 1 ของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าพรรคได้ทรยศต่ออุดมการณ์ไปแล้ว
เสี่ยโอย้ำว่า นักศึกษาและประชาชนที่เคยออกมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย บางคนต้องติดคุก บางคนต้องลี้ภัย ล้วนแต่เป็นการต่อสู้ที่พรรคส้มได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ แต่สุดท้ายพรรคกลับตอบแทนด้วยการไปจับมือกับเผด็จการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
บทสรุป: ความจริงที่เจ็บปวดและการหลอกลวงซ้ำซาก
ในช่วงท้ายของการเปิดโปง เสี่ยโอได้สรุปความรุนแรงของสถานการณ์ด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่า นั่นคือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคนในพรรคส้มที่เกี่ยวข้องกับ “ธุรกิจสีเทา” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด หรือการฟอกเงิน ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์อันใสสะอาดที่พยายามสร้างมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ยังมีการตอกย้ำถึงพฤติกรรมการโกหกซ้ำซาก ตั้งแต่เรื่องนโยบาย 112 ที่อ้างว่าทำไม่ได้เพราะศาลห้าม (ทั้งที่ตอนหาเสียงบอกจะทำ) ไปจนถึงวาทกรรมก่อนเลือกตั้งที่บอกว่าพรรคอันดับ 1 ต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้นจึงจะเป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จุดยืนก็เปลี่ยนตามผลประโยชน์
การออกมา “แฉ” ของเสี่ยโอในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการกระชากหน้ากากทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนต้องกลับมาทบทวนว่า “ความหวัง” ที่เคยฝากไว้นั้น ยังคงเป็นความหวังที่พึ่งพาได้จริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักการตลาดทางการเมืองกันแน่ สำหรับ “ชูวิทย์” ที่ถูกพาดพิงถึง ก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในสถานะ “ไปไม่เป็น” เมื่อเจอกับข้อมูลชุดนี้ ส่วนพรรคส้มนั้น คงต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อตอบคำถามสังคมที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
1. เสี่ยโอคือใคร และทำไมถึงออกมาวิจารณ์พรรคส้ม? เสี่ยโอเป็นบุคคลที่มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในบริบทนี้เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคส้มและชูวิทย์ เนื่องจากมองเห็นความไม่ชอบมาพากล การตระบัดสัตย์ และการทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พรรคส้มเคยประกาศไว้
2. พรรคส้มทำอะไรที่เรียกว่า “กลืนน้ำลายตัวเอง”? ตามข้อมูลของเสี่ยโอ พรรคส้มถูกกล่าวหาว่าไปยกมือสนับสนุน “พรรคน้ำเงิน” ซึ่งถือเป็นพรรคขั้วตรงข้ามหรือฝ่ายเผด็จการ ทั้งที่เคยประกาศว่าจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมถึงการไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เช่น เรื่อง ม.112
3. “เพนกวิน” เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้? เพนกวิน หรือแกนนำนักศึกษาที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกอ้างถึงในฐานะผู้ที่เคยต่อสู้เพื่ออุดมการณ์เดียวกับพรรคส้ม แต่ปัจจุบันได้ออกมาแสดงความผิดหวังและวิจารณ์พรรคส้มว่าได้เดินออกจากจุดยืนประชาธิปไตยแล้ว
4. มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตในพรรคส้มจริงหรือไม่? เสี่ยโอได้ระบุในตอนท้ายว่า มีคนในพรรคส้มเกี่ยวข้องกับเรื่องสีเทา เช่น ยาเสพติดและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
5. ทำไมเสี่ยโอถึงบอกว่าชูวิทย์ “ไปไม่เป็น”? เสี่ยโอมองว่าชูวิทย์ที่เคยออกมาตำหนิพรรคส้มในบางประเด็น ยังไม่มีข้อมูลลึกซึ้งเท่าตน หรืออาจเพลี่ยงพล้ำในเกมการโต้ตอบ ทำให้เสี่ยโอมองว่าชูวิทย์แพ้ราบคาบในยกนี้ เมื่อเทียบกับข้อมูลที่เสี่ยโอถืออยู่