โมเมนต์ประทับใจ — ในหลวงทรงเรียกพระราชินีว่า “น้อง”

โมเมนต์ประทับใจพสกนิกร สุขใจในหลวงเรียกพระราชินีว่าน้อง

นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความปีติยินดีและสร้างความประทับใจอย่างหาที่สุดไม่ได้แก่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ เมื่อได้มีโอกาสรับชมภาพเหตุการณ์อันแสนอบอุ่นระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพแห่งความใกล้ชิดและพระราชอิริยาบถอันเป็นกันเองที่สะท้อนผ่านการสื่อสารของทั้งสองพระองค์ ได้กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานและจารึกอยู่ในหัวใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งและทรงเรียกสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยคำสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายว่า น้อง

เหตุการณ์อันน่าประทับใจนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2559 ถึง 2562 ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่เหล่าบัณฑิตและครอบครัวที่ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ แต่ยังนำมาซึ่งความชื่นชมยินดีแก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดใกล้เคียงที่เดินทางมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างเนืองแน่นตลอดสองฝั่งเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พสกนิกรที่มารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทั้งสองพระองค์ได้ทรงพระดำเนินทักทายประชาชนที่มาปักหลักรอรับเสด็จด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ทักทายราษฎรอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าสภาพอากาศในวันนั้นจะมีความร้อนอบอ้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาชนที่มารอชื่นชมพระบารมีลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

ในระหว่างการทรงพระดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรนั้น มีประชาชนจำนวนมากที่ได้นำสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อเป็นที่ระลึก หนึ่งในนั้นคือตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมลายโบราณ นำโดยอาจารย์นคร ตั้งหลัก จากกลุ่มทอผ้าไหมลายโบราณบ้านแก้วเวียงคำ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้นำผ้าไหมทอมือลายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของท้องถิ่นภาคอีสานมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่ทั้งสองพระองค์ การถวายผ้าไหมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอผลงานแห่งความภาคภูมิใจที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายพระเนตร

ณ จุดนี้เองที่ได้เกิดเหตุการณ์อันแสนประทับใจและกลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วประเทศ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสนพระทัยในรายละเอียดของผ้าไหมลายโบราณที่ราษฎรนำมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้วยความใส่พระทัย ทรงซักถามถึงที่มา ลวดลาย และกระบวนการทอผ้าด้วยความชื่นชม ในขณะเดียวกันนั้น พระองค์ได้ทรงหันไปมีพระราชดำรัสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลรายงานถึงความงดงามและคุณค่าของผ้าไหมผืนดังกล่าว และในวินาทีนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสตอบกลับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างเป็นกันเองและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา โดยทรงเรียกพระราชินีว่า น้อง

ถ้อยคำดังกล่าวแม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความอบอุ่นในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกัน พระราชอิริยาบถที่ดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายนี้ ได้ทลายกำแพงแห่งความเป็นทางการลงชั่วขณะ เผยให้เห็นถึงมุมมองที่อบอุ่นและเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ทำให้พสกนิกรที่เฝ้ารอรับเสด็จในบริเวณนั้น รวมถึงผู้ที่ได้รับชมคลิปวิดีโอในภายหลัง ต่างรู้สึกปลื้มปีติและอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปกับความน่ารักของทั้งสองพระองค์ หลายคนต่างแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เป็นบุญตาอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพความใกล้ชิดและความรักของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับประชาชนชาวไทย

นอกจากความประทับใจในพระราชอิริยาบถส่วนพระองค์แล้ว เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์และสืบสานงานศิลปาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทอผ้าไหมไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นแบบอย่างในการฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยในทุกโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวบ้านให้คงอยู่คู่สังคมไทย

การที่ทั้งสองพระองค์ทรงให้ความสนพระทัยและทรงรับของที่ระลึกเป็นผ้าไหมลายโบราณจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดมหาสารคามในครั้งนี้ นับเป็นการพระราชทานกำลังใจอันสูงสุดแก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและช่างทอผ้าทุกคนในภาคอีสาน ทำให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในอาชีพและภูมิปัญญาของตนเอง เกิดเป็นแรงผลักดันที่จะมุ่งมั่นพัฒนางานทอผ้าให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา การสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่การเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามปกติ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเชื่อมโยงสายใยแห่งความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภาพจำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแย้มพระสรวลและทรงเรียกพระราชินีว่า น้อง ตลอดจนความใส่พระทัยที่ทรงมีต่องานฝีมือของราษฎร จะยังคงเป็นภาพที่งดงามและสถิตอยู่ในใจของคนไทยทุกคนไปอีกนานแสนนาน เรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่และส่งต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง กลายเป็นข่าวสารบนกูเกิลดิสคัฟเวอร์ที่ได้รับความสนใจและมีผู้เข้าชมเพื่อร่วมชื่นชมพระบารมีอย่างล้นหลาม สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยเสมอมา

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคอีสานในครั้งนั้น ยังได้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและการเข้าถึงง่ายของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคปัจจุบัน พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใกล้ชิด ได้รับฟังเสียงสะท้อน และได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง ผ่านการทอดพระเนตรผลงานและการสนทนากับชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการทรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลเพียงใด พระเมตตาของพระองค์ก็แผ่ไปถึงเสมอ

ท้ายที่สุดนี้ เรื่องราวของโมเมนต์ประทับใจดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวสารที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป แต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันอันลึกซึ้งของสังคมไทย การทรงเรียกพระราชินีว่า น้อง เป็นการสื่อสารที่เรียบง่ายแต่งดงาม แสดงให้เห็นถึงความรักที่มั่นคง เป็นแบบอย่างของสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น ในขณะเดียวกัน พระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนก็เป็นประจักษ์พยานถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

คำถามที่พบบ่อย

เหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกพระราชินีว่าน้องเกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่มารอรับเสด็จ

สิ่งของใดที่ราษฎรนำมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจนเป็นเหตุให้เกิดโมเมนต์ประทับใจนี้ ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมลายโบราณบ้านแก้วเวียงคำ จังหวัดมหาสารคาม ได้นำผ้าไหมทอมือลายโบราณซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสานมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่ทั้งสองพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสนพระทัยและกราบบังคมทูลรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การที่ทั้งสองพระองค์ทรงสนับสนุนงานทอผ้าไหมส่งผลดีอย่างไรต่อประชาชน การสนับสนุนของทั้งสองพระองค์นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและช่างทอผ้าในพื้นที่ภาคอีสานและทั่วประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยให้สืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…