สนธิ-วางแผนล่อ-ทนายดัง-จนมุม-กลางโซเชียล

ในโลกของข่าวสารและดราม่าโซเชียลมีเดียที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกช้างชนช้างระหว่างสื่ออาวุโสอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และทนายความชื่อดังระดับประเทศอย่าง “ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด” เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแฉหรือการออกมาตอบโต้กันธรรมดา แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เปรียบเสมือนการเดินหมากรุกที่ฝ่ายหนึ่งอ่านเกมล่วงหน้าไว้หลายชั้น

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในห้องพิจารณาคดี แต่กลับเริ่มต้นขึ้นในงานบุญกฐินที่ดูสงบเงียบ ณ วัดป่าภูแปกญาณสัมปันโน จังหวัดเลย ที่ซึ่ง “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีผู้ใจบุญได้โคจรมาพบกับสนธิ ลิ้มทองกุล การสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย กลับกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทนายคนดังอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “ปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา” ที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า เป็นยุทธวิธีที่สนธิใช้ในการต้อนทนายดังให้จนมุม โดยอาศัยความใจร้อนและการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง

ความสัมพันธ์เดิมและจุดแตกหัก ณ งานกฐิน

เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทความขัดแย้งนี้อย่างถ่องแท้ ต้องย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก เจ๊อ้อยไม่ได้เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ แต่เธอมีความคุ้นเคยกับสนธิ ลิ้มทองกุล มาอย่างยาวนาน ในฐานะผู้สนับสนุนและ “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ในอดีต ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและอุดมการณ์ร่วมบางอย่าง

เมื่อเจ๊อ้อยเดินทางมาร่วมทำบุญกฐินกับสนธิ การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างเปิดอก เจ๊อ้อยซึ่งเป็นคน “มือเติบ” ในการทำบุญ บริจาคเงินทีละหลายล้านบาท ได้ระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับทนายตั้ม โดยเฉพาะปมเรื่องเงินลงทุน 71 ล้านบาท และพฤติกรรมบางอย่างที่เธอรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล

จากคำบอกเล่า แหล่งข่าวระบุว่าสนธิเมื่อได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเรื่องนี้ “ยอมไม่ได้” พฤติกรรมที่เข้าข่ายการฉ้อโกงหรือการใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจในการแสวงหาผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการตรวจสอบและเปิดโปง แต่แทนที่จะผลีผลามออกมาแถลงข่าวหรือโจมตีในทันที สนธิกลับเลือกใช้วิธีที่ใจเย็นและเลือดเย็นกว่านั้น

กลยุทธ์ “ขุดบ่อล่อปลา”: รอให้เหยื่อเดินเข้ามาเอง

ไฮไลท์สำคัญของเหตุการณ์นี้คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า “ขุดบ่อล่อปลา” ซึ่งถูกเปิดเผยในภายหลังว่าเป็นแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้น สนธิรู้ดีว่าทนายตั้มเป็นคนที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียล มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมักจะใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ในการชี้แจงหรือตอบโต้ประเด็นต่างๆ อย่างรวดเร็ว

แทนที่จะเปิดหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในมือทันที สนธิเลือกที่จะ “แหย่” หรือปล่อยข่าวในลักษณะที่ทำให้ทนายตั้มรู้สึก “ร้อนตัว” เป้าหมายคือการยั่วยุให้อีกฝ่ายขาดความยับยั้งชั่งใจ และออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ผ่าน Facebook หรือให้สัมภาษณ์สื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สนธิคาดการณ์ไว้แล้ว

และก็เป็นไปตามคาด ทนายตั้มเมื่อได้ยินกระแสข่าว ก็ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่ดุเดือด ท้าทาย และพยายามดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม การกระทำนี้เปรียบเสมือนปลาที่ว่ายเข้ามาในบ่อที่ขุดไว้ การออกมาพูดเยอะเกินความจำเป็น การปฏิเสธที่ขัดแย้งกับหลักฐานที่มีอยู่จริง หรือการท้าทายให้เปิดหลักฐาน กลายเป็น “บ่วง” ที่รัดตัวทนายตั้มเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ

การเปิดหลักฐานในวันศุกร์: ไพ่ใบสำคัญที่น็อคกลางอากาศ

เมื่อปลาเข้ามาอยู่ในบ่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ “ทุบ” สนธิเลือกจังหวะเวลาในการเปิดเผยข้อมูลอย่างแม่นยำ โดยมักจะใช้รายการในวันศุกร์เป็นเวทีหลัก การรอเวลาไม่เพียงแต่สร้างกระแสความสนใจให้สังคมเฝ้ารอ แต่ยังเป็นการให้เวลาฝ่ายตรงข้ามได้แสดงพฤติกรรมที่ผิดพลาดออกมาให้เห็นมากที่สุด

หลักฐานที่ถูกนำมาเปิดเผยไม่ได้มีเพียงแค่คำบอกเล่าลอยๆ แต่มีการเตรียมการมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเอกสารใบเสร็จ เอกสารทางภาษี หรือไทม์ไลน์การโอนเงินที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาหักล้างคำแก้ตัวของทนายตั้มทีละประเด็น การที่ทนายตั้มเคยออกมาโพสต์ท้าทายไว้ก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เมื่อหลักฐานความจริงปรากฏ น้ำหนักความน่าเชื่อถือจึงเทไปที่ฝั่งของสนธิและเจ๊อ้อยอย่างท่วมท้น

บทบาทของ “ปานเทพ” และการประสานงานกับกองปราบ

ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงสนธิที่ออกโรงเพียงลำพัง อีกหนึ่งตัวละครสำคัญคือ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เสมือน “พยานปากที่สอง” หรือคู่หูในการขยายผลข้อมูล การที่ปานเทพออกมาให้ข้อมูลสนับสนุนหรือวิเคราะห์เจาะลึกในแง่มุมกฎหมายและจริยธรรม ช่วยเสริมความหนักแน่นให้กับข้อกล่าวหาของสนธิเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงการประสานงานเบื้องหลังกับ “บิ๊กก้อง” พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ข้อมูลระบุว่าสนธิได้มีการแจ้งเบาะแสและส่งสัญญาณให้ทางตำรวจสอบสวนกลางรับทราบถึงประเด็นความไม่ชอบมาพากลนี้ล่วงหน้า โดยมีการพูดคุยกันในงานกฐินนั่นเอง การเตรียมพร้อมทางด้านคดีความควบคู่ไปกับการเปิดโปงทางสังคม ทำให้ทนายตั้มต้องเผชิญศึกสองด้าน ทั้งกระแสสังคมที่ตีกลับและคดีความที่กำลังตั้งเค้า

ผลกระทบ: ความศรัทธาที่สั่นคลอนและทางตันของทนายโซเชียล

ผลลัพธ์จากแผนการ “ขุดบ่อล่อปลา” นี้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด ภาพลักษณ์ของ “ทนายตั้ม” ที่เคยถูกมองว่าเป็นทนายของประชาชน ผู้ช่วยเหลือคนยากคนจน เริ่มถูกตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับความโปร่งใส แหล่งที่มาของรายได้ และจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ

การที่ทนายตั้มออกมาโต้ตอบในช่วงแรกด้วยความมั่นใจ กลับกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองเมื่อความจริงอีกด้านถูกเปิดเผย สังคมเริ่มเห็นภาพว่า “ทนายประชาชน” อาจไม่ได้ขาวสะอาดอย่างที่คิด และพฤติกรรม “ทนายหิวแสง” หรือการเรียกรับผลประโยชน์มหาศาลจากลูกความเริ่มถูกขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานการณ์ปัจจุบันทนายตั้มจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่เพียงแต่ต้องต่อสู้ในทางคดี แต่ยังต้องกอบกู้ศรัทธาจากมวลชนที่สูญเสียไป ซึ่งดูเหมือนจะเป็นงานที่ยากยิ่งกว่าการว่าความในศาลเสียอีก

บทสรุป

กรณีศึกษาของศึกระหว่างสนธิ ลิ้มทองกุล และทนายตั้ม สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของ “Information Warfare” หรือสงครามข่าวสารในยุคดิจิทัล การมีข้อมูลที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ “จังหวะ” และ “กลยุทธ์” ในการนำเสนอคือสิ่งชี้ขาดชัยชนะ สนธิใช้ความเก๋าเกม ประสบการณ์ และความใจเย็น วางกับดักทางจิตวิทยาให้คู่ต่อสู้เผยจุดอ่อนออกมาเอง ก่อนจะเผด็จศึกด้วยหลักฐาน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่ทุกคนพร้อมจะเป็นศาลเตี้ยในโซเชียลมีเดีย การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว และการพูดความจริงเพียงครั้งเดียวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อาจทรงพลังกว่าการโต้ตอบรายวันทีละคำสองคำ บทเรียนราคาแพงนี้คงเป็นสิ่งที่ทนายตั้มและใครอีกหลายคนในวงการต้องจดจำไปอีกนาน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: จุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างสนธิกับทนายตั้มคืออะไร? A1: เกิดจากการที่ “เจ๊อ้อย” นักธุรกิจผู้เสียหาย ได้ไปปรึกษาและเล่าเรื่องถูกทนายตั้มฉ้อโกงเงิน 71 ล้านบาทให้สนธิฟังในงานกฐิน ทำให้สนธิรับอาสาเปิดโปงเรื่องนี้

Q2: กลยุทธ์ “ขุดบ่อล่อปลา” ของสนธิคืออะไร? A2: คือการไม่เปิดหลักฐานทั้งหมดในทีเดียว แต่ปล่อยข่าวให้ทนายตั้มร้อนตัวและออกมาตอบโต้หรือโกหกผ่านสื่อโซเชียลก่อน เพื่อเก็บรวบรวมคำพูดเหล่านั้นมาใช้มัดตัวทนายตั้มเองด้วยหลักฐานจริงในภายหลัง

Q3: ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้? A3: ปานเทพทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมขยายผลและนำเสนอข้อมูลเชิงลึก สนับสนุนข้อมูลของสนธิ และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

Q4: ทำไมทนายตั้มถึงเสียเปรียบในเกมนี้? A4: เพราะทนายตั้มใจร้อนและรีบออกมาตอบโต้ด้วยอารมณ์และข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ทำให้เมื่อสนธิเปิดหลักฐานใบเสร็จและการเงินออกมา ทนายตั้มจึงไม่สามารถแก้ตัวได้และสูญเสียความน่าเชื่อถือ

Q5: คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่? A5: มีความเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการเปิดเผยว่าสนธิได้ประสานงานและส่งข้อมูลให้กับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช (บิ๊กก้อง) เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนในทางคดีอาญาควบคู่ไปกับการเปิดโปงทางสังคม

Related articles

ความสัมพันธ์และความลับระหว่างสมเด็จพระราชินีสินีนาถกับท่านผู้หญิงศรีรัศมีสุวดี

  โน้ ท พ.ย ก็ เพราะ ติด นี้ นะ พี่ เลิก กัลยาณี หรือ ไม่ ย้อน ไป เมื่อ เหตุ การณ์ ก่อน หน้า นี้ โดย ได้ มี เอกสาร ยืน…

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย วันที่ 22 มกราคม 2569 มีรายงานว่า สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล รายงานภาพบรรยากาศเมื่อค่ำคืนวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาว่า พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เดินทางถึงวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ภาพจาก สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล สำรวจเพิ่มเติม ข่าวในพระราชสำนัก กระเป๋าเดินทาง…

บาท สมเด็จ พระ จุลจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว รัชกาล ที่ 10 เมื่อ ยัง ทรง พระ เยา

ความ ฝัน ของ ฉัน เต็ม ไป ด้วย น้ำ ตา ฉัน ร้อง เพลง ใน ล็อบบี้ ตอน ดึก ความ รัก ใน ความ งาม ของ ฉัน หมด สิ้น ไป ก่อน ที่ ฉัน…

ไฟเย็น แฉ ช็อกวงการ! ภา

ประมาณ ปี 2544 ยุวธิดา เนี่ย เริ่ม เขียน จดหมาย มา ทาง ราชสำนัก ไทย อ๋อ สมัย ทักษิณ เป็น นายก ใช่ ๆ อื เรื่อง นี้ เนี่ย เอ่อ ใน จด หมาย ทั้ง หมด เี่ ยัง…

.เผยเหตุผลสำคัญ—ทำไมในหลวง—ทรงไว้วางพระราชหฤทัย—เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกร และเมื่อกล่าวถึงขัตติยนารีผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญที่สุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเวลานี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” หรือที่คนไทยเรียกขานกันด้วยความจงรักภักดีว่า “องค์ภา” ภาพความผูกพันที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ใช่เพียงภาพของพ่อและลูกเท่านั้น แต่คือภาพของพระมหากษัตริย์และขุนพลคู่พระทัยที่ทรงงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังและเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จึงทรงเป็นบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด สายใยแห่งความผูกพัน: จากทูลกระหม่อมพ่อ สู่ลูกไม้ใต้ต้น ย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่วันที่พระองค์ภาประสูติ…

เสี่ยโอซัดแรง! ชูวิทย์ไปไม่เป็น—แฉพรรคส้มกลืนน้ำลายตัวเอง

ในท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของสมรภูมิการเมืองไทยที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสงบลงง่ายๆ ล่าสุดเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ทำเอาคอการเมืองและประชาชนผู้ติดตามข่าวสารต้องหันมาจับตามองแบบตาไม่กระพริบ เมื่อ “เสี่ยโอ” บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญและเป็นที่จับตามองในแวดวงข่าวสารบ้านเมือง ได้ออกมา “ระเบิดอารมณ์” กลางวงสื่อ พร้อมเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังชนิดที่เรียกว่า “แฉยับ” แบบไม่มีกั๊ก โดยเป้าหมายหลักในครั้งนี้พุ่งตรงไปที่ “ชูวิทย์” จอมแฉระดับประเทศที่ดูเหมือนรอบนี้จะเพลี่ยงพล้ำจนไปไม่เป็น รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและจุดยืนของ “พรรคส้ม” พรรคการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่ถูกกล่าวหาว่า “กลืนน้ำลายตัวเอง” ทรยศต่ออุดมการณ์ที่เคยให้ไว้กับประชาชน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะคารมธรรมดา แต่เป็นการเปิดโปงเกมการเมืองที่สลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน คำถามที่เกิดขึ้นในใจของประชาชนกว่า 14 ล้านคนที่เคยเทคะแนนเสียงให้คือ “ความจริงคืออะไรกันแน่?” และนี่คือรายละเอียดเจาะลึกจากปากคำของเสี่ยโอที่อาจจะทำให้คุณต้องมองการเมืองไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล ปะทุเดือด!…