ท่ามกลางกระแสการเมืองไทยที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตเพื่อทำความเข้าใจปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอการเมืองให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นเบื้องลึกเบื้องหลังของการทำรัฐประหารที่เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปตลอดกาล ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลระดับ “อินไซด์” ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองอีกครั้ง เกี่ยวกับวินาทีตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศในช่วงวิกฤต ซึ่งมีตัวละครสำคัญอย่าง “อานันท์ ปันยารชุน” และพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์อย่าง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เข้ามาเกี่ยวข้อง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจรอยต่อทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านบทวิเคราะห์เจาะลึกที่สะท้อนให้เห็นว่า ทำไมหวยจึงมาออกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทำไมประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในอ่างแห่งอำนาจเดิมไม่รู้จบ
ย้อนรอยวิกฤต: เมื่อทหารตบเท้าเข้าบ้านอานันท์
เรื่องราวที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงสนทนาทางการเมืองขณะนี้ ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นเต็มไปด้วยทางตันและความขัดแย้ง ข้อมูลจากแหล่งข่าววิเคราะห์ระบุว่า มีความพยายามจากฝ่ายกองทัพในการสรรหา “คนกลาง” หรือบุคคลที่มีบารมีมากพอที่จะเข้ามารับไม้ต่อในการบริหารประเทศ เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมและนานาชาติ
หวยในตอนแรกไม่ได้ถูกล็อคไว้ที่ผู้นำกองทัพโดยตรง แต่เป้าหมายพุ่งไปที่ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มากบารมี ซึ่งเคยพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาแล้วในอดีต มีรายงานว่ากลุ่มนายทหารระดับเสนาธิการกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปพบท่านถึงบ้านพัก เพื่อทาบทามและเชื้อเชิญให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยหวังให้เป็นภาพลักษณ์ของการประนีประนอมและการบริหารงานแบบมืออาชีพ
อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ได้รับจากอานันท์ กลับเป็นบทเรียนสำคัญที่ฝ่ายอำนาจนิยมต้องสะอึก ท่านปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างนิ่มนวลแต่หนักแน่น โดยให้เหตุผลหลักสองประการ ประการแรกคือเรื่องของวัยวุฒิที่ท่านมองว่าตนเองแก่เกินกว่าจะเข้ามารับภาระอันหนักอึ้งนี้แล้ว แต่เหตุผลประการที่สองนั้นสำคัญยิ่งกว่า คือมุมมองที่ว่า “การรัฐประหาร” คือสิ่งล้าหลัง เป็นกลไกที่โลกเจริญแล้วไม่ยอมรับ การใช้วิธีนอกระบบเข้าสู่อำนาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 คำปฏิเสธนี้ไม่เพียงแต่ปิดประตูโอกาสของท่าน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังคณะผู้ก่อการถึงผลกระทบที่จะตามมา
ทำไมต้องเป็นประยุทธ์: เบื้องหลัง “บิ๊กป้อม” ตกรอบ
เมื่อแผนแรกในการดึงปูชนียบุคคลทางการเมืองล้มเหลว โจทย์จึงตีกลับมาที่กลุ่มขั้วอำนาจทหารเอง คำถามที่หลายคนอาจเคยสงสัยคือ ในเมื่อ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” คือผู้ที่มีบารมีสูงสุดในกลุ่มพี่น้อง 3 ป. และมีคอนเนกชั่นกว้างขวางทั้งในวงการทหาร ตำรวจ และนักการเมือง เหตุใดจึงไม่เป็นผู้ก้าวขึ้นมานำการยึดอำนาจหรือรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียเอง
บทวิเคราะห์เบื้องลึกระบุว่า ในวงหารือลับของกลุ่มเสนาธิการทหาร มีการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาพิจารณาเช่นกัน แต่กลับมีเสียงทัดทานหรือความเห็นแย้งในเชิงประเมินศักยภาพ (Evaluation) ในขณะนั้นว่า “มือไม่ถึง” คำว่ามือไม่ถึงในบริบทนี้อาจไม่ได้หมายถึงความสามารถในการบัญชาการรบ แต่หมายถึงภาพลักษณ์ (Image) ความแข็งกร้าวในการตัดสินใจ และจังหวะก้าวทางการเมืองที่จะต้องรับมือกับมวลชนมหาศาล อีกทั้งบุคลิกของบิ๊กป้อมในขณะนั้นอาจถูกมองว่าเป็น “นักประสานประโยชน์” มากกว่า “ผู้นำเผด็จการ” ที่จำเป็นต้องใช้ความเด็ดขาดในช่วงรอยต่อของการยึดอำนาจ
เมื่อพี่ใหญ่ถูกมองว่าน้ำหนักยังไม่ถึงเกณฑ์ สปอตไลท์จึงส่องไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ซึ่งมีความพร้อมทั้งในแง่ของกำลังพลในมือ บุคลิกที่ดูดุดัน และความชัดเจนในการแสดงออกต่อต้านฝ่ายการเมืองอีกขั้วหนึ่ง “หวย” จึงมาออกที่ประยุทธ์ ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบ คสช. ที่ครองอำนาจยาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษ
กลไกอำนาจรัฐธรรมนูญ: สิ่งที่นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องรู้
นอกเหนือจากเรื่องราวตัวบุคคล การวิเคราะห์ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญและจารีตประเพณีการปกครองของไทย สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองชี้ให้เห็นคือ ความเข้าใจผิดของประชาชนหรือแม้แต่นักการเมืองบางกลุ่มเกี่ยวกับอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะนายทหารระดับนายพล
มีความเชื่อที่ว่ารัฐบาลพลเรือนหากมีอำนาจเต็มจะสามารถ “เชือด” หรือปลดผู้นำเหล่าทัพได้ตามอำเภอใจ แต่ในความเป็นจริง ระบบราชการทหารของไทยยึดโยงอยู่กับพระราชอำนาจอย่างแนบแน่น การจะปลดนายพลคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพียงลำพัง ต้องมีขั้นตอนการขอพระบรมราชโองการ เนื่องจากการแต่งตั้งนายพล (ยศพลตรีขึ้นไป) นั้นเป็นการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ผู้ที่จะมีอำนาจในการปลดหรือย้ายจึงต้องผ่านกระบวนการที่มีความศักดิ์สิทธิ์และขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น นี่คือ “กำแพงเหล็ก” ที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงกองทัพได้ง่ายๆ และเป็นรากฐานที่ทำให้กองทัพยังคงเป็นสถาบันที่มีเอกภาพและอำนาจต่อรองสูงในสังคมไทย
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย: จาก “พรรคก้าวหน้า” สู่ “ก้าวไกล”
เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สิ่งที่น่าตกใจคือความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ต่างยุคสมัย ในช่วงปี พ.ศ. 2488 ประเทศไทยเคยมีพรรคการเมืองชื่อ “พรรคก้าวหน้า” ก่อตั้งโดยกลุ่มปัญญาชนและนักเรียนนอกหัวก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีแนวคิดและอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศให้ทันสมัย คล้ายคลึงกับพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน
แต่บทสรุปของพรรคการเมืองเหล่านั้นมักจบลงด้วยการถูกยุบ หรือถูกกลืนหายไปในกระแสธารแห่งอำนาจเก่า พรรคก้าวหน้าในอดีตถูกยุบและแปรเปลี่ยนไปเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในเวลาต่อมา การยกตัวอย่างนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า “เวลา” อาจไม่ได้อยู่ข้างคนรุ่นใหม่อย่างที่เชื่อกันเสมอไป หากแต่ “อำนาจ” ต่างหากที่ยังคงสถิตอยู่ที่เดิม การต่อสู้ทางการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (Wind of Change) แต่เป็นการต่อสู้กับรากฐานโครงสร้างที่ถูกวางไว้อย่างแน่นหนามานานกว่าครึ่งศตวรรษ
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากพรรคการเมืองรุ่นใหม่ยังคงเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นในพลังมวลชนเพียงอย่างเดียว โดยละเลยความเข้าใจใน “ดุลอำนาจ” ที่แท้จริง ก็อาจต้องเผชิญชะตากรรมไม่ต่างจากพรรคการเมืองในอดีต การรอคอยให้กาลเวลาทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ หรือรอให้คนรุ่นเก่าหมดอำนาจไปเอง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาด เพราะอำนาจมีการสืบทอด ส่งต่อ และปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพของมันเองอยู่เสมอ
บทสรุป: บทเรียนที่ยังไม่จบ
เรื่องราวเบื้องลึกของการปฏิเสธตำแหน่งนายกฯ ของอานันท์ ปันยารชุน และการก้าวขึ้นมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่เพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการคัดสรรผู้นำของไทยในช่วงวิกฤต ว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับการประนีประนอมและการยอมรับจากกลุ่มชนชั้นนำและกองทัพ การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนมองการเมืองไทยได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งขึ้น ไม่ติดอยู่กับภาพลวงตาทางการตลาดทางการเมือง และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยคาดคิดในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. ทำไมอานันท์ ปันยารชุน ถึงปฏิเสธตำแหน่งนายกฯ ในช่วงวิกฤต? อานันท์ ปันยารชุน ปฏิเสธด้วยเหตุผลเรื่องอายุที่มากขึ้น และจุดยืนส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร โดยมองว่าเป็นวิธีการที่ล้าหลังและไม่ได้รับการยอมรับจากสากล
2. สาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ขึ้นเป็นนายกฯ ตั้งแต่แรกคืออะไร? จากข้อมูลวิเคราะห์ระบุว่า ในขณะนั้น พล.อ.ประวิตร ถูกประเมินจากกลุ่มผู้มีอำนาจว่า “มือไม่ถึง” หรือบารมีและความเด็ดขาดอาจยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์
3. อำนาจในการปลดนายทหารระดับสูงเป็นของนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่? ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตำแหน่งนายพลได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การปลดหรือโยกย้ายต้องผ่านกระบวนการขอพระบรมราชโองการ ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว
4. พรรคก้าวหน้าในอดีตเกี่ยวข้องอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบัน? พรรคก้าวหน้าในอดีต (ปี 2488) เป็นตัวอย่างของการรวมตัวกลุ่มคนหัวก้าวหน้าคล้ายพรรคก้าวไกล แต่สุดท้ายก็ถูกยุบหรือเปลี่ยนแปลงไป สะท้อนให้เห็นวัฏจักรการเมืองไทยที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักมีกลไกจัดการกับฝ่ายเปลี่ยนแปลงเสมอ