เมื่อ “บิ๊กก้อง” รับไม้ต่อ สัญญาณอันตรายของทนายดัง

ในวงการข่าวสารบ้านเมืองและแวดวงกระบวนการยุติธรรมของไทย ณ เวลานี้ คงไม่มีประเด็นไหนที่ร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกมหากาพย์ระหว่าง “เจ๊อ้อย” เศรษฐินีผู้ใจบุญ กับ “ทนายคนดัง” ที่เคยเป็นที่รักของสื่อมวลชน เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความไว้วางใจ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งเรื่องเงินจำนวนมหาศาลถึง 71 ล้านบาท และลุกลามจนกลายเป็นการเปิดหน้าชนโดยมีตัวละครระดับบิ๊กเนมอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” เข้ามาเป็นกุนซือสำคัญ เบื้องหลังของการจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผน “ดัดหลัง” ที่อาจทำให้ทนายคนดังต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาและคดีความที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต

จุดเริ่มต้นของรอยร้าว จากคนกันเองสู่โจทก์และจำเลย

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่าง เจ๊อ้อย หรือ นางจตุพร อุบลเลิศ เศรษฐินีชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส กับ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดัง ทั้งคู่เคยมีความสนิทสนมกันในฐานะพี่น้องที่เกื้อกูลกัน เจ๊อ้อยเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำบุญและมักจะช่วยเหลือสังคม ซึ่งภาพลักษณ์ของทนายตั้มในอดีตที่เป็นทนายเพื่อประชาชน ทำให้เจ๊อ้อยเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ

ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเกิดปมปัญหาเรื่องเงินจำนวน 71 ล้านบาท หรือประมาณ 2 ล้านยูโร ที่มีการโอนเข้าบัญชีของทนายคนดัง ฝั่งทนายอ้างว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่เจ๊อ้อยให้ด้วยความเสน่หาเพื่อนำไปใช้จ่ายและลงทุนทำธุรกิจลอตเตอรี่ออนไลน์ ในขณะที่ฝ่ายเจ๊อ้อยยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการฝากให้ไปดำเนินการเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่การให้เปล่า เมื่อธุรกิจไม่เกิดขึ้นและไม่มีการคืนเงิน ความขัดแย้งจึงปะทุขึ้น

Có thể là hình ảnh về một hoặc nhiều người và văn bản cho biết 'ศึกสาย ศึก สาย คึกสายเลือด! เลือด! ความ แเค้น ความแค้นสะท้านวัง สะเ ท้านวัง ท้าน วัง กงัต กษัตริยไม่ย กษัตริย์ไม่ยอมถอย ยอมถอย ถอย ริย์ ไม่ ยอ s.11'

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเงิน แต่คือพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข่าย “ฉ้อโกง” หรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดจริง โทษทางกฎหมายและผลกระทบทางสังคมที่ตามมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

สนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแปรสำคัญกับยุทธการ “ขุดบ่อล่อปลา”

จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ เจ๊อ้อย ตัดสินใจขอคำปรึกษาจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ หลายคนอาจสงสัยว่าสองคนนี้โคจรมาเจอกันได้อย่างไร ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า เจ๊อ้อยเป็นผู้ติดตามข่าวสารของสนธิมาอย่างยาวนาน และเคยร่วมบริจาคทำบุญผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงทางใจที่ทำให้เธอเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาผู้ใหญ่ที่เธอนับถือเมื่อเกิดปัญหา

 

สำรวจเพิ่มเติม

คอนโซลวิดีโอเกมที่ดีที่สุด

Conservation volunteer programs

Marine ecosystem tours

Sea turtle adoption

Wildlife photography prints

Biodiversity assessment tools

Wildlife tracking devices

Nature documentaries streaming

Eco friendly cleaning products

Honeybee conservation donations

 

การก้าวเข้ามาของสนธิไม่ได้มาในรูปแบบของการโวยวายผ่านสื่อทันที แต่เป็นการวางหมากอย่างใจเย็นและเป็นระบบ ยุทธวิธีที่ถูกนำมาใช้เรียกว่าการ “วางงานดัดหลัง” หรือการขุดบ่อล่อปลา โดยปล่อยให้ฝ่ายทนายคนดังออกมาเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์ และชี้แจงผ่านสื่อต่างๆ ด้วยตัวเอง

ในทางกฎหมายและจิตวิทยา การรีบออกมาแก้ตัวโดยที่ยังไม่เห็นพยานหลักฐานของฝั่งตรงข้าม เปรียบเสมือนการเดินเข้ากับดัก เพราะทุกคำพูดที่ขัดแย้งกันเอง หรือขัดแย้งกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (เช่น เส้นทางการเงิน แชทไลน์ หรือเอกสารสัญญา) จะถูกนำมาใช้มัดตัวในภายหลัง ซึ่งทีมงานของสนธิได้รวบรวมหลักฐานเหล่านี้ไว้อย่างแน่นหนา ก่อนที่จะมีการเปิดเกมรุกกลับ

เมื่อ “บิ๊กก้อง” รับไม้ต่อ สัญญาณอันตรายของทนายดัง

ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อคดีนี้ถูกโอนย้ายจากสถานีตำรวจภูธรปากช่อง มาอยู่ในความดูแลของ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หรือ “บิ๊กก้อง” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)

การเปลี่ยนมือผู้ทำคดีมาเป็นกองปราบฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำคดีซับซ้อนและมีอิทธิพล เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเรื่องผิดสัญญาธรรมดา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังมองไปถึงพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาที่สลับซับซ้อน เช่น การฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน หากมีมูลความจริง

ทีมทนายความของเจ๊อ้อย ซึ่งได้รับการสนับสนุนข้อมูลและการวางรูปคดีจากทีมงานกฎหมายระดับพระกาฬ ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงเจตนาที่แท้จริงของการโอนเงิน และหักล้างข้ออ้างเรื่อง “เสน่หา” ของฝ่ายตรงข้าม การที่คดีอยู่ในมือของบิ๊กก้อง ทำให้สังคมมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าจะไม่มีรายการลูบหน้าปะจมูก หรือการใช้อิทธิพลมืดมาแทรกแซงคดี

วิเคราะห์เจาะลึก: ทำไมทนายดังถึงจนมุม?

 

สำรวจเพิ่มเติม

คอนโซลวิดีโอเกมที่ดีที่สุด

Ocean themed jewelry

Wildlife protection donations

Honeybee habitat kits

Eco friendly cleaning products

Nature documentaries streaming

Beehive starter kits

Biodiversity assessment tools

Conservation photography prints

Seagrass restoration services

 

หากพิจารณาจากรูปการณ์ที่เกิดขึ้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้ทนายคนดังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก:

ประการแรก คือ “หลักฐานทางการเงิน” ธุรกรรมการโอนเงิน 71 ล้านบาท เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดิ้นไม่หลุด ประเด็นอยู่ที่ “วัตถุประสงค์” ของการโอน หากเป็นการลงทุน ต้องมีสัญญาหรือแผนธุรกิจ หากเป็นการให้โดยเสน่หา ต้องมีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นพอว่าทำไมคนเราถึงจะให้เงินคนอื่นฟรีๆ ถึง 71 ล้านบาท ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานในเชิงลึก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องภาษี หากเป็นการให้จริง ผู้รับได้เสียภาษีการรับให้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจุดนี้อาจเป็นแผลใหญ่ที่สรรพากรต้องเข้ามาตรวจสอบ

ประการที่สอง คือ “ความขัดแย้งในคำให้การ” การที่ทนายดังเคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และสื่อต่างๆ ในช่วงแรก อาจมีบางประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาในภายหลัง การเปลี่ยนคำให้การไปมาจะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมากในสายตาของศาล

ประการที่สาม คือ “แนวร่วมมุมกลับ” การที่ทนายดังมีศัตรูในวงการเยอะ ทั้งจากคดีเก่าๆ และพฤติกรรมการแสดงออก ทำให้เมื่อเกิดเพลี่ยงพล้ำ จึงมีคนพร้อมที่จะออกมา “แฉ” หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นทนายคู่ปรับเก่า หรืออดีตลูกความที่ไม่พอใจ

ผลกระทบทางสังคมและการเมือง

คดีนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงระบบอุปถัมภ์และความเชื่อถือในวิชาชีพกฎหมาย ทนายความควรเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่เมื่อทนายความชื่อดังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง ย่อมสั่นคลอนความศรัทธาของสังคม

ในแง่การเมือง ทนายคนดังมีความใกล้ชิดกับบุคคลในแวดวงการเมืองหลายคน การล้มลงของเขาอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงเครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ การที่สื่อใหญ่อย่างเครือผู้จัดการลงมาเล่นข่าวนี้อย่างกัดไม่ปล่อย ย่อมมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องข่าวอาชญากรรมทั่วไป แต่อาจหมายถึงการจัดระเบียบสังคมและการเช็คบิลกลุ่มอิทธิพลสีเทาในคราบคนดี

 

สำรวจเพิ่มเติม

คอนโซลวิดีโอเกมที่ดีที่สุด

Wildlife photography prints

Eco friendly cleaning products

Environmental education courses

Sustainable seafood guides

Ocean conservation apparel

Sustainable living guides

Dolphin watching tours

Conservation photography prints

Marine biology courses

 

บทสรุป: เดิมพันด้วยชีวิตและอิสรภาพ

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน 71 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องของ “ความจริง” และ “ศักดิ์ศรี” สำหรับเจ๊อ้อย นี่คือการทวงคืนความยุติธรรมและความถูกต้อง สำหรับทนายตั้ม นี่คือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากคุกตารางและรักษาที่ยืนในสังคม

เกมการดัดหลังที่วางไว้โดยเจ๊อ้อยและสนธิ กำลังบีบพื้นที่ของทนายดังให้แคบลงเรื่อยๆ การเดินเกมที่ผิดพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงจุดจบของอาชีพทนายความ และอาจต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่หลังกำแพงสูง บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร หลักฐานชิ้นเด็ดที่จะถูกเปิดเผยในชั้นศาลคืออะไร ประชาชนคงต้องติดตามกันอย่างไม่กระพริบตา เพราะนี่คือหนังชีวิตเรื่องจริงที่ดราม่ายิ่งกว่าละคร


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: เจ๊อ้อยคือใคร และมีความสำคัญอย่างไรในคดีนี้? A: เจ๊อ้อย หรือ นางจตุพร อุบลเลิศ เป็นเศรษฐินีชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใจบุญที่ชอบช่วยเหลือสังคม เธอเป็นผู้เสียหายโดยตรงในคดีนี้ โดยกล่าวหาว่าถูกทนายคนดังฉ้อโกงเงินจำนวน 71 ล้านบาท

Q: เงิน 71 ล้านบาท คือค่าอะไรกันแน่? A: ฝ่ายเจ๊อ้อยระบุว่าเป็นเงินลงทุนทำธุรกิจแพลตฟอร์มลอตเตอรี่ออนไลน์ที่ทนายดังเสนอโครงการ แต่ฝ่ายทนายดังอ้างว่าเป็นเงินที่เจ๊อ้อยให้โดยเสน่หาเพราะความเอ็นดู

Q: ทำไมสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? A: เจ๊อ้อยมีความศรัทธาและติดตามผลงานของสนธิมานาน เมื่อเกิดปัญหาจึงไปขอคำปรึกษา สนธิเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลจึงเข้ามาช่วยตรวจสอบและเปิดโปงข้อเท็จจริง โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูล

Q: คดีนี้มีความผิดฐานใดบ้างหากทนายดังทำผิดจริง? A: หากพิสูจน์ได้ว่าหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน หากมีการปกปิดเส้นทางการเงินอาจโดนเรื่องฟอกเงิน รวมถึงความผิดทางมรรยาททนายความที่อาจถึงขั้นถูกลบชื่อออกจากสารบบ

Q: ทิศทางของคดีจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อกองปราบฯ เข้ามาทำคดี? A: การที่กองปราบฯ (สอบสวนกลาง) เข้ามาทำคดี หมายความว่าคดีจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดและตรงไปตรงมามากขึ้น โอกาสที่จะมีการวิ่งเต้นคดีทำได้ยากขึ้น และคาดว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับตามมาหากพยานหลักฐานเพียงพอ

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…