ไขปริศนาคำทำนายและพระยศราชินีให้คนไทยเข้าใจอย่างถ่องแท้
นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการสถาปนาสมเด็จพระราชินีพระองค์ใหม่ขึ้นเคียงคู่องค์พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันอย่างสมพระเกียรติ ประชาชนชาวไทยต่างให้ความสนใจในเรื่องราวของพระราชประวัติ โบราณราชประเพณี ตลอดจนเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการกล่าวถึงความแตกต่างของพระยศระหว่างสมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งหลายคนอาจจะยังมีความสับสนหรือไม่เข้าใจถึงที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของคำทำนายปริศนาจากอดีตที่ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกและทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์การสถาปนาพระอิสริยยศ ตลอดจนถอดรหัสคำทำนายที่ถูกเล่าขานกันมาอย่างยาวนาน
ความแตกต่างระหว่างสมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมราชินี
หากเราย้อนกลับไปศึกษาโบราณราชประเพณีและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสถาปนาพระยศเจ้านาย จะพบว่าตำแหน่งพระอัครมเหสีของพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีความละเอียดอ่อนและมีการแบ่งแยกพระเกียรติยศตามพระราชกรณียกิจที่ทรงได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน คำถามที่มักเกิดขึ้นในสังคมเสมอคือ เหตุใดพระอัครมเหสีบางพระองค์จึงทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ในขณะที่บางพระองค์ทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี
คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า นาถ ซึ่งตามพจนานุกรมมีความหมายว่า ที่พึ่ง ดังนั้น การที่พระอัครมเหสีพระองค์ใดจะได้รับการสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธยให้มีคำว่า นาถ ต่อท้ายนั้น จะต้องเป็นพระอัครมเหสีที่เคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในช่วงเวลาที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถบริหารพระราชภาระได้ชั่วคราว เช่น เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเป็นเวลานาน หรือเสด็จออกผนวช เป็นต้น เมื่อพระอัครมเหสีทรงปฏิบัติพระราชภาระในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อยและเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระมหากษัตริย์จึงจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศให้สูงขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยยุคปัจจุบันคือ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่เก้า เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จออกทรงพระผนวชระหว่างวันที่ยี่สิบสองตุลาคมถึงวันที่ห้าพฤศจิกายน พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยเก้าสิบเก้า พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอดระยะเวลาที่ทรงพระผนวช ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ ภายหลังจากที่ทรงลาสิกขาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้า จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ในทางกลับกัน สำหรับ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี คือตำแหน่งพระอัครมเหสีหรือพระมเหสีเอกที่ทรงได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่เคยทรงได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงไม่มีการเติมคำว่า นาถ ต่อท้ายพระนาม ดังเช่นในกรณีของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสีเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สิบ แต่ยังมิได้เคยทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จึงทรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ตามโบราณราชประเพณีทุกประการ
ธรรมเนียมการสถาปนาพระราชินีในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระราชินีนั้น จำเป็นต้องศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการผลัดแผ่นดินและเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ตามขัตติยราชประเพณีแล้ว เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ก่อนที่จะมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หากพระองค์ทรงมีพระอัครมเหสีอยู่ก่อนแล้ว พระอัครมเหสีพระองค์นั้นจะยังคงใช้พระยศเดิม หรืออาจได้รับการสถาปนาพระยศในเบื้องต้นก่อน แต่จะยังไม่ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยอย่างสมบูรณ์แบบจนกว่าจะถึงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ตัวอย่างในอดีตที่สามารถเห็นได้ชัดเจนคือในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เจ็ด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการสถาปนาสมเด็จพระราชินีในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยหกสิบแปด นับตั้งแต่รัชกาลที่เจ็ดเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงออกพระนามพระชายาเดิมคือ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ว่า หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระวรราชเทวี เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติยศในฐานะพระมเหสีเสียก่อน จากนั้นเมื่อถึงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาเฉลิมพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
เช่นเดียวกับในรัชสมัยปัจจุบัน รัชกาลที่สิบ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบสอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาสมเด็จพระราชินี ซึ่งก่อนหน้านั้นทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีสุทิดาเมื่อวันที่หนึ่งพฤษภาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบสอง ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี อย่างสมบูรณ์ในวันที่สี่พฤษภาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบสอง ท่ามกลางความปีติยินดีของพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ
เปิดตำนานคำทำนายปริศนาจากอดีต
นอกเหนือจากเรื่องราวของขัตติยราชประเพณีที่กล่าวมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกนำมาพูดถึงควบคู่กันไปเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการสถาปนาพระยศในราชสำนัก คือเรื่องราวของคำทำนายหรือคำพยากรณ์จากเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต หลังจากการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่สิบอย่างเป็นทางการ ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคำทำนายปริศนาบทหนึ่งซึ่งไม่ได้ระบุชื่อนามของผู้ทำนายอย่างชัดเจน แต่เป็นที่รับรู้กันในแวดวงผู้สนใจประวัติศาสตร์และโหราศาสตร์ว่า เป็นคำทำนายของพระอาจารย์เกจิสายปฏิบัติรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูงในยุคสมัยนั้น
คำทำนายดังกล่าวถูกระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่สามสิบกรกฎาคม พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยเก้าสิบห้า ซึ่งหากย้อนกลับไปดูบริบททางประวัติศาสตร์ จะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สิบ (ขณะทรงดำรงพระยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ) เพิ่งจะมีพระชนมายุได้เพียงสองวันเท่านั้น คำทำนายบทนี้ได้กล่าวถึงอนาคตอันยาวไกล โดยระบุถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระชายาขององค์พระมหากษัตริย์ในอนาคตว่าจะมีทั้งสิ้นห้าพระองค์ โดยแต่ละพระองค์จะมีเส้นทางแห่งวาสนาและโชคชะตาที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
คำพยากรณ์ได้แบ่งแยกรายละเอียดของพระชายาทั้งห้าลำดับไว้ดังนี้ ลำดับที่หนึ่ง จะเป็นผู้ที่สมพระชาติและสมกำเนิด ลำดับที่สอง จะเป็นผู้ที่มีพระบุตรมาก แต่บุญวาสนาอาจจะไม่นำส่งให้ถึงจุดสูงสุด ลำดับที่สาม ถูกกล่าวขานในลักษณะที่ว่ามาจากที่ใดก็จะได้กลับไปยังที่แห่งนั้น ลำดับที่สี่ ซึ่งเป็นลำดับที่ถูกให้ความสำคัญและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกมากที่สุด ถูกทำนายว่าจะเป็น คู่ครองจักรพรรดิ์นั่งแผ่นดิน และลำดับที่ห้า จะเป็นผู้นำความศิวิไลซ์ แต่จะมาไวและไปไวโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ถอดรหัสคู่ครองจักรพรรดิ์นั่งแผ่นดิน
ในบรรดาคำทำนายทั้งห้าลำดับนั้น สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดคือคำทำนายในลำดับที่สี่ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระชายาพระองค์นี้จะเป็นคู่ครองจักรพรรดิ์นั่งแผ่นดิน จะเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการและมีบารมีมากพอที่จะได้นั่งแผ่นดินเคียงคู่กับองค์พระมหากษัตริย์ วาสนาของพระองค์จะมีความโดดเด่น และที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์จะเป็นทั้งผู้ปกป้องและผู้ที่คอยหนุนนำองค์พระมหากษัตริย์ให้มีความเจริญรุ่งเรือง สมกับวาสนาการเป็นราชินีแห่งสยามประเทศ คำทำนายยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า บุญวาสนาของพระองค์นั้นจะค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เบ่งบานและเจริญงอกงามเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ แย้มกลีบบานรับแสงอรุณ
เมื่อนำคำทำนายนี้มาพิจารณาประกอบกับบริบทความเป็นจริงในปัจจุบัน หลายคนลงความเห็นว่ามีความสอดคล้องกับพระราชประวัติและพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี อย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะในแง่มุมของการเป็น ผู้ปกป้อง เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเคยรับราชการทหารและทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ทรงผ่านการฝึกหลักสูตรทางการทหารมาอย่างเข้มข้นและครบถ้วน ทรงมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการถวายความปลอดภัยแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสูงสุด ซึ่งภาพลักษณ์ของการเป็นราชทหารที่คอยปกป้ององค์ราชันย์นั้น ตรงกับคำพยากรณ์ที่ว่าทรงเป็นผู้ปกป้องอย่างปฏิเสธไม่ได้
นอกจากนี้ ในส่วนของการเป็น ผู้หนุนนำ เราจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงปฏิบัติเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มและก่อร่างสร้างไว้ ทรงลงพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎร ทรงงานด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการสาธารณสุข และการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย การทรงงานอย่างหนักและต่อเนื่องของพระองค์ถือเป็นการหนุนนำและแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างดียิ่ง
ปริศนาธรรมหนึ่งชีวิตและหนึ่งพืชเพื่อสิริมงคล
แม้ว่าคำทำนายในส่วนของคู่ครองจักรพรรดิ์จะมีความชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่ช่วงท้ายของคำพยากรณ์ยังมีปริศนาธรรมอีกประการหนึ่งที่ระบุว่า การจะเทียบเท่าบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่นี้ พึงต้องหา หนึ่งชีวิตและหนึ่งพืช เพื่อความเป็นสิริมงคล ข้อความท่อนนี้ยังคงเป็นปริศนาที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการและผู้สนใจศาสตร์ลี้ลับว่า หนึ่งชีวิตและหนึ่งพืช ที่เกจิอาจารย์ท่านนั้นกล่าวถึง แท้จริงแล้วหมายถึงบุคคลใด สิ่งมีชีวิตชนิดใด หรือพรรณไม้ชนิดใดกันแน่ บางคนตีความไปในเชิงนามธรรมว่าหมายถึงความกตัญญูและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในขณะที่บางคนพยายามค้นหาความหมายในเชิงรูปธรรมที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ประจำพระองค์ อย่างไรก็ตาม ปริศนานี้ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดและกลายเป็นเสน่ห์ของการตีความทางประวัติศาสตร์ที่ให้ผู้คนได้ขบคิดต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำทำนายปริศนาจากอดีตจะมีความแม่นยำหรือถูกตีความไปในทิศทางใด สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงเชิงประจักษ์ในวันนี้คือ ประเทศไทยมีสมเด็จพระบรมราชินีที่ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงมีพระราชจริยวัตรที่งดงาม และทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณราชประเพณี ตลอดจนพระยศและฐานันดรศักดิ์อย่างถูกต้อง ย่อมเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคนสืบไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
คำถามที่ 1: ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสมเด็จพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมราชินีคืออะไร คำตอบ: ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การเคยดำรงตำแหน่ง “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” หากพระอัครมเหสีเคยทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วงที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถบริหารพระราชภาระได้ และทรงปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นที่เรียบร้อย จะทรงได้รับการสถาปนาเพิ่มคำว่า “นาถ” ต่อท้าย เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ แต่หากยังไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว จะทรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินี
คำถามที่ 2: ในประวัติศาสตร์ชาติไทยยุคปัจจุบัน มีสมเด็จพระบรมราชินีนาถกี่พระองค์ คำตอบ: ในประวัติศาสตร์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ มีสมเด็จพระอัครมเหสีที่ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ จำนวนสองพระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ห้า และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่เก้า
คำถามที่ 3: คำทำนายปริศนาเกี่ยวกับพระชายาในรัชกาลที่สิบมีที่มาอย่างไร คำตอบ: คำทำนายดังกล่าวระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่สามสิบกรกฎาคม พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยเก้าสิบห้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สิบ มีพระชนมายุเพียงสองวัน โดยเป็นคำทำนายจากพระเกจิอาจารย์สายปฏิบัติชื่อดังในยุคนั้น ที่ได้กล่าวถึงพระชายาทั้งห้าลำดับและโชคชะตาที่แตกต่างกัน
คำถามที่ 4: ตามคำทำนาย ลำดับที่สี่มีความหมายอย่างไร คำตอบ: คำทำนายระบุว่าพระชายาลำดับที่สี่จะเป็น “คู่ครองจักรพรรดิ์นั่งแผ่นดิน” ผู้มีบุญญาธิการและบารมีมาก จะเป็นทั้งผู้ที่คอยปกป้องและหนุนนำองค์พระมหากษัตริย์ สมกับวาสนาการเป็นราชินีแห่งสยาม ซึ่งผู้คนต่างตีความว่าสอดคล้องกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ในปัจจุบัน
คำถามที่ 5: การสถาปนาสมเด็จพระราชินีตามโบราณราชประเพณีมักจะสมบูรณ์ในขั้นตอนใด คำตอบ: ตามโบราณราชประเพณี การสถาปนาพระยศพระอัครมเหสีให้เป็นสมเด็จพระบรมราชินีอย่างสมบูรณ์แบบตามกฎมณเฑียรบาล จะเกิดขึ้นในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีการโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศอย่างเป็นทางการ