เจาะลึกดราม่าการเมืองร้อน — ‘จักรภพ’ ผนึก ‘ไฟเย็น’ วิเคราะห์เกมอำนาจเบื้องลึก — จับตาข่าวลือรอยร้าว ‘แดง-คอก’ ศึกนี้มีนัยยะสำคัญ?

บทวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด เมื่อวงสนทนาระหว่างจักรภพและกลุ่มไฟเย็นเปิดประเด็นร้อนเกี่ยวกับรอยร้าวภายในขั้วอำนาจและการเมืองฉากหลังที่คนทั่วไปอาจไม่เคยรู้

ในห้วงเวลาที่กระแสการเมืองไทยดูเหมือนจะนิ่งสงบในสายตาคนภายนอก แต่ทว่าในระดับลึกของโครงสร้างอำนาจ กลับมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ล่าสุดได้มีการเปิดประเด็นวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผ่านวงสนทนาของบุคคลที่มีบทบาททางความคิดอย่าง “จักรภพ เพ็ญแข” และกลุ่มนักเคลื่อนไหว “ไฟเย็น” ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวความขัดแย้งภายใน นัยยะทางประวัติศาสตร์ และข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับบุคคลระดับสูงมาตีแผ่ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ในสมการอำนาจของไทย

ปมขัดแย้ง “แดง-คอก” เรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ?

หัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในการสนทนาครั้งนี้ หนีไม่พ้นประเด็นข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจภายในที่ถูกเรียกขานด้วยรหัสลับว่า “สายแดง” และ “สายคอก” ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิเคราะห์ว่า ข้อเท็จจริงของรอยร้าวนี้มีความรุนแรงระดับไหน

จากการวิเคราะห์ในวงสนทนา มีการตั้งข้อสังเกตว่าความขัดแย้งดังกล่าวไม่ใช่เรื่องโคมลอยเสียทีเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของการจัดดุลอำนาจใหม่ภายในโครงสร้างบริหารจัดการส่วนราชการในพระองค์ โดยเฉพาะบทบาทของบุคคลสำคัญอย่าง “สถิตพงษ์” ที่ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้กุมบังเหียนหลักและมีอำนาจในการถวายรายงานเรื่องราวต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจมากล้นย่อมนำมาซึ่งแรงเสียดทาน ข้อมูลจากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความใกล้ชิดเพียงใด แต่ก็มีบางประเด็นที่ไม่สามารถกราบบังคมทูลได้โดยตรง จำเป็นต้องอาศัย “คนกลาง” หรือตัวแทนในการเจรจาพูดคุย ซึ่งจุดนี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบราชสวัสดิ์ที่บุคคลภายนอกยากจะเข้าถึง ความขัดแย้งระหว่างสายแดงและสายคอกจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นการงัดข้อกันในเชิงยุทธศาสตร์การนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่เบื้องบน

นัยยะสำคัญของข่าวลือเรื่อง “องค์ภา”

อีกหนึ่งประเด็นอ่อนไหวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในเชิงวิเคราะห์ข่าวลือ คือกระแสข่าวเกี่ยวกับ “องค์ภา” และประเด็นการอภิเษกสมรส ซึ่งในวงสนทนาได้มีการกล่าวอ้างถึงข้อมูลวงในที่ระบุว่า มีความพยายามในการทาบทามเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางราชสกุล แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงมิติความเป็นมนุษย์และความต้องการส่วนพระองค์ที่อยู่เหนือการคาดเดาทางการเมือง การตัดสินพระทัยในเรื่องส่วนพระองค์เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการวางหมากในกระดานอำนาจระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในเกมอำนาจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หากข่าวลือดังกล่าวมีมูลความจริง ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจบางส่วนที่เคยถูกวางวางแผนไว้ อาจต้องถูกรื้อกระดานและเขียนแผนใหม่ทั้งหมด

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: รัฐประหารและการรู้ล่วงหน้า

สิ่งที่ทำให้การวิเคราะห์ครั้งนี้น่าเชื่อถือและมีน้ำหนัก คือการเชื่อมโยงเหตุการณ์ปัจจุบันเข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต โดยมีการยืนยันอย่างหนักแน่นผ่านบทสนทนาว่า “ผู้นำทุกคนรู้ตัวก่อนถูกรัฐประหารเสมอ”

จักรภพและผู้ร่วมสนทนาได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในยุค รสช. ที่แม้จะมีอำนาจเต็มมือและกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ แต่ก็รู้ระแคะระคายถึงสัญญาณอันตราย การที่พลเอกชาติชายถูกจี้ตัวบนเครื่องบินที่ดอนเมืองก่อนเดินทางไปสิงคโปร์ ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากการเจรจาต่อรองที่ไม่ลงตัว โดยมีการอ้างถึงความพยายามขอเข้าเฝ้าฯ ก่อนเกิดเหตุการณ์เพื่อขอบารมีปกเกล้าฯ แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็จบลงด้วยการยึดอำนาจ

หรือย้อนกลับไปไกลกว่านั้นในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก่อนที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะทำการยึดอำนาจ ก็มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ (อ้างอิงบันทึกของพระยาศรีวิสารวาจา) ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการเข้าเฝ้าฯ และรับทราบสถานการณ์ล่วงหน้า ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นสัจธรรมทางการเมืองไทยว่า ไม่มีรัฐประหารครั้งใดที่ “จู่โจม” โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่รู้ตัว เพียงแต่จะเลือก “จบ” อย่างไร เพื่อรักษาชีวิตหรือรักษาเกียรติยศไว้

ปรีดี พนมยงค์ กับความลับใต้ตุ่มน้ำ

การสนทนายังได้ขุดลึกลงไปถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงปี 2490 และ 2492 ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ข้อมูลที่น่าสนใจที่มีการเปิดเผยคือรายละเอียดการหลบหนีและการซ่อนรัฐธรรมนูญ

มีการเล่าถึงเหตุการณ์ที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นำรัฐธรรมนูญไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำที่บ้านของ “หลวงกาจสงคราม” (แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชุลมุนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุคนั้นได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ถึง “กบฏวังหลวง” ในปี 2492 ว่าแท้จริงแล้ว ปรีดี พนมยงค์ ทราบดีว่าจะมีการยึดอำนาจ เนื่องจากปัญหาทางข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2490 (ฉบับใต้ตุ่ม) ที่นำมาใช้โดยที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินลงนามไม่ครบ (พระยามานวราชเสวี ไม่ได้ลงนาม) ทำให้เกิดช่องโหว่ทางความชอบธรรม

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจคือ การเปิดเผยว่าทหารเรือเป็นผู้นำปรีดีเข้ามาปฏิบัติการ แต่เมื่อแผนแตก ผู้ที่พาปรีดีหลบหนีกลับเป็นลูกน้องสายตรงของจอมพลสฤษดิ์ อย่าง “ร้อยโทปกิจ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในเกมแห่งอำนาจ มิตรและศัตรูอาจเป็นคนเดียวกันได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และคำสั่งเบื้องบน การที่ปรีดีสามารถหลบหนีออกไปทางเรือสู่สิงคโปร์และจีนได้นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการ “รู้กัน” และ “เปิดทาง” ของผู้มีอำนาจในขณะนั้น เพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นหากมีการจับกุมหรือวิสามัญฯ

สัญญาณจากสายน้ำ: เรือพระที่นั่งและการจัดการน้ำ

ตัดกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ร่วมสนทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเคลื่อนไหวทางกายภาพที่อาจส่งสัญญาณทางการเมือง นั่นคือเรื่องการซ้อมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

มีการวิเคราะห์ว่าระดับน้ำและการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกำหนดการซ้อมเรือและการเสด็จพระราชดำเนิน ข้อมูลระบุว่ามีการปิดเขื่อนเพื่อรักษาระดับน้ำให้เหมาะสมกับการซ้อมเรือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มอย่างสุพรรณบุรีและผักไห่ การประกาศเตือนภัยน้ำท่วมในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องของภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการเพื่อรองรับพระราชพิธีสำคัญ

ประเด็นนี้แม้จะดูเป็นเรื่องการบริหารจัดการปกติ แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การบริหารจัดการ “น้ำ” มักสัมพันธ์กับการบริหารจัดการ “มวลชน” และ “อำนาจ” เสมอ ความไม่พอใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการน้ำ อาจกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ทางการเมืองที่เปราะบางอยู่แล้ว

ระเบียบการลาตาย: เมื่อความตายต้องรอคำสั่ง

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหักล้างข่าวลือมั่วซั่วในโซเชียลมีเดีย คือเรื่อง “ระเบียบการลาตาย” ของข้าราชบริพาร จักรภพได้อธิบายอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ในแวดวงข้าราชสำนัก ไม่ว่าจะฝ่ายหน้าหรือฝ่ายใน การจะเจ็บ จะลา หรือแม้กระทั่งจะ “ตาย” อย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องมีการกราบบังคมทูลและได้รับพระบรมราชโองการหรือพระราชานุญาตเสียก่อน

การที่ศพจะเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลเข้าสู่วัดหรือศาลาเพื่อประกอบพิธีได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนทางราชประเพณีที่เคร่งครัด ข่าวลือประเภทที่ว่าคนนั้นตายแล้วปิดข่าว หรือแอบจัดงานศพเงียบๆ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติของราชสำนัก การออกมาให้ข้อมูลนี้ช่วยลดกระแสความสับสนและข่าวปลอมที่มักถูกสร้างขึ้นเพื่อปั่นป่วนสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เป็นการยืนยันว่าทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามครรลองของกฎระเบียบที่วางไว้อย่างรัดกุม

บทสรุป: การเมืองไทยที่ยังต้องจับตามอง

จากบทสนทนาวิเคราะห์เจาะลึกทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ ยังคงเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ความขัดแย้งระหว่าง “แดง” กับ “คอก” อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น

ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า “อำนาจ” ในประเทศไทยนั้นมีการถ่ายโอนและช่วงชิงกันตลอดเวลา โดยมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอสำหรับผู้ที่สังเกตเห็น ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวของกำลังพล การบริหารจัดการทรัพยากร หรือแม้แต่ข่าวลือในราชสำนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เมื่อนำมาต่อกัน จะทำให้เห็นภาพอนาคตของประเทศไทยชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารอย่างมีสติและการเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ จะช่วยให้รู้เท่าทันเกมการเมืองและไม่ตกเป็นเหยื่อของการปั่นกระแส การวิเคราะห์จากจักรภพและไฟเย็นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งชุดข้อมูลที่กระตุ้นให้สังคมหันมาตั้งคำถามและจับตามองความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในเร็ววันนี้


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: ความขัดแย้งระหว่าง ‘สายแดง’ กับ ‘สายคอก’ คืออะไร? A1: เป็นคำเรียกขานกลุ่มอำนาจภายในที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารราชการในพระองค์และการเมือง โดยมีการวิเคราะห์ว่าทั้งสองฝ่ายมีความเห็นและแนวทางการทำงานที่ไม่ตรงกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายสำคัญ

Q2: ผู้นำในอดีตรู้ตัวก่อนถูกรัฐประหารจริงหรือไม่? A2: จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าผู้นำส่วนใหญ่ระแคะระคายหรือได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ เช่น กรณีของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองในช่วงสุดท้าย

Q3: ระเบียบการ ‘ลาตาย’ ของข้าราชบริพารคืออะไร? A3: เป็นขั้นตอนตามราชประเพณีที่ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่เมื่อเสียชีวิต จะต้องมีการกราบบังคมทูลรายงานเพื่อขอพระราชานุญาตก่อนจะมีการประกาศหรือเคลื่อนย้ายศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ไม่สามารถดำเนินการโดยพลการได้

Q4: การซ้อมเรือพยุหยาตราฯ เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร? A4: ในเชิงสัญลักษณ์ เป็นการแสดงถึงพระบารมีและความมั่นคงของสถาบันฯ ส่วนในเชิงบริหารจัดการ เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและการบริหารความรู้สึกของมวลชนในช่วงเวลานั้น

Q5: กลุ่มไฟเย็นและจักรภพ เพ็ญแข มีบทบาทอย่างไรในปัจจุบัน? A5: ทั้งสองฝ่ายยังคงมีบทบาทในฐานะนักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองจากต่างประเทศ โดยมักนำเสนอข้อมูลเชิงลึกหรือมุมมองที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เพื่อสะท้อนภาพการเมืองไทยในอีกมิติหนึ่ง

Related articles

ความสัมพันธ์และความลับระหว่างสมเด็จพระราชินีสินีนาถกับท่านผู้หญิงศรีรัศมีสุวดี

  โน้ ท พ.ย ก็ เพราะ ติด นี้ นะ พี่ เลิก กัลยาณี หรือ ไม่ ย้อน ไป เมื่อ เหตุ การณ์ ก่อน หน้า นี้ โดย ได้ มี เอกสาร ยืน…

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย วันที่ 22 มกราคม 2569 มีรายงานว่า สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล รายงานภาพบรรยากาศเมื่อค่ำคืนวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาว่า พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เดินทางถึงวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ภาพจาก สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล สำรวจเพิ่มเติม ข่าวในพระราชสำนัก กระเป๋าเดินทาง…

บาท สมเด็จ พระ จุลจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว รัชกาล ที่ 10 เมื่อ ยัง ทรง พระ เยา

ความ ฝัน ของ ฉัน เต็ม ไป ด้วย น้ำ ตา ฉัน ร้อง เพลง ใน ล็อบบี้ ตอน ดึก ความ รัก ใน ความ งาม ของ ฉัน หมด สิ้น ไป ก่อน ที่ ฉัน…

ไฟเย็น แฉ ช็อกวงการ! ภา

ประมาณ ปี 2544 ยุวธิดา เนี่ย เริ่ม เขียน จดหมาย มา ทาง ราชสำนัก ไทย อ๋อ สมัย ทักษิณ เป็น นายก ใช่ ๆ อื เรื่อง นี้ เนี่ย เอ่อ ใน จด หมาย ทั้ง หมด เี่ ยัง…

สนธิ-วางแผนล่อ-ทนายดัง-จนมุม-กลางโซเชียล

ในโลกของข่าวสารและดราม่าโซเชียลมีเดียที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกช้างชนช้างระหว่างสื่ออาวุโสอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และทนายความชื่อดังระดับประเทศอย่าง “ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด” เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแฉหรือการออกมาตอบโต้กันธรรมดา แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เปรียบเสมือนการเดินหมากรุกที่ฝ่ายหนึ่งอ่านเกมล่วงหน้าไว้หลายชั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในห้องพิจารณาคดี แต่กลับเริ่มต้นขึ้นในงานบุญกฐินที่ดูสงบเงียบ ณ วัดป่าภูแปกญาณสัมปันโน จังหวัดเลย ที่ซึ่ง “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีผู้ใจบุญได้โคจรมาพบกับสนธิ ลิ้มทองกุล การสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย กลับกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทนายคนดังอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “ปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา” ที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า เป็นยุทธวิธีที่สนธิใช้ในการต้อนทนายดังให้จนมุม โดยอาศัยความใจร้อนและการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง…

.เผยเหตุผลสำคัญ—ทำไมในหลวง—ทรงไว้วางพระราชหฤทัย—เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกร และเมื่อกล่าวถึงขัตติยนารีผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญที่สุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเวลานี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” หรือที่คนไทยเรียกขานกันด้วยความจงรักภักดีว่า “องค์ภา” ภาพความผูกพันที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ใช่เพียงภาพของพ่อและลูกเท่านั้น แต่คือภาพของพระมหากษัตริย์และขุนพลคู่พระทัยที่ทรงงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังและเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จึงทรงเป็นบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด สายใยแห่งความผูกพัน: จากทูลกระหม่อมพ่อ สู่ลูกไม้ใต้ต้น ย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่วันที่พระองค์ภาประสูติ…