เบื้องลึก เจ๊อ้อย ผนึก สนธิ — วางงานดัดหลัง ทนายดัง

ในวงการข่าวสารบ้านเมืองและแวดวงกระบวนการยุติธรรมของไทย ณ เวลานี้ คงไม่มีประเด็นไหนที่ร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกมหากาพย์ระหว่าง “เจ๊อ้อย” เศรษฐินีผู้ใจบุญ กับ “ทนายคนดัง” ที่เคยเป็นที่รักของสื่อมวลชน เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความไว้วางใจ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งเรื่องเงินจำนวนมหาศาลถึง 71 ล้านบาท และลุกลามจนกลายเป็นการเปิดหน้าชนโดยมีตัวละครระดับบิ๊กเนมอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” เข้ามาเป็นกุนซือสำคัญ เบื้องหลังของการจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผน “ดัดหลัง” ที่อาจทำให้ทนายคนดังต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาและคดีความที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต

จุดเริ่มต้นของรอยร้าว จากคนกันเองสู่โจทก์และจำเลย

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่าง เจ๊อ้อย หรือ นางจตุพร อุบลเลิศ เศรษฐินีชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส กับ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดัง ทั้งคู่เคยมีความสนิทสนมกันในฐานะพี่น้องที่เกื้อกูลกัน เจ๊อ้อยเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำบุญและมักจะช่วยเหลือสังคม ซึ่งภาพลักษณ์ของทนายตั้มในอดีตที่เป็นทนายเพื่อประชาชน ทำให้เจ๊อ้อยเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ

ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเกิดปมปัญหาเรื่องเงินจำนวน 71 ล้านบาท หรือประมาณ 2 ล้านยูโร ที่มีการโอนเข้าบัญชีของทนายคนดัง ฝั่งทนายอ้างว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่เจ๊อ้อยให้ด้วยความเสน่หาเพื่อนำไปใช้จ่ายและลงทุนทำธุรกิจลอตเตอรี่ออนไลน์ ในขณะที่ฝ่ายเจ๊อ้อยยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการฝากให้ไปดำเนินการเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่การให้เปล่า เมื่อธุรกิจไม่เกิดขึ้นและไม่มีการคืนเงิน ความขัดแย้งจึงปะทุขึ้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเงิน แต่คือพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข่าย “ฉ้อโกง” หรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดจริง โทษทางกฎหมายและผลกระทบทางสังคมที่ตามมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

สนธิ ลิ้มทองกุล ตัวแปรสำคัญกับยุทธการ “ขุดบ่อล่อปลา”

จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ เจ๊อ้อย ตัดสินใจขอคำปรึกษาจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ หลายคนอาจสงสัยว่าสองคนนี้โคจรมาเจอกันได้อย่างไร ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า เจ๊อ้อยเป็นผู้ติดตามข่าวสารของสนธิมาอย่างยาวนาน และเคยร่วมบริจาคทำบุญผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงทางใจที่ทำให้เธอเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาผู้ใหญ่ที่เธอนับถือเมื่อเกิดปัญหา

การก้าวเข้ามาของสนธิไม่ได้มาในรูปแบบของการโวยวายผ่านสื่อทันที แต่เป็นการวางหมากอย่างใจเย็นและเป็นระบบ ยุทธวิธีที่ถูกนำมาใช้เรียกว่าการ “วางงานดัดหลัง” หรือการขุดบ่อล่อปลา โดยปล่อยให้ฝ่ายทนายคนดังออกมาเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์ และชี้แจงผ่านสื่อต่างๆ ด้วยตัวเอง

ในทางกฎหมายและจิตวิทยา การรีบออกมาแก้ตัวโดยที่ยังไม่เห็นพยานหลักฐานของฝั่งตรงข้าม เปรียบเสมือนการเดินเข้ากับดัก เพราะทุกคำพูดที่ขัดแย้งกันเอง หรือขัดแย้งกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (เช่น เส้นทางการเงิน แชทไลน์ หรือเอกสารสัญญา) จะถูกนำมาใช้มัดตัวในภายหลัง ซึ่งทีมงานของสนธิได้รวบรวมหลักฐานเหล่านี้ไว้อย่างแน่นหนา ก่อนที่จะมีการเปิดเกมรุกกลับ

เมื่อ “บิ๊กก้อง” รับไม้ต่อ สัญญาณอันตรายของทนายดัง

ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อคดีนี้ถูกโอนย้ายจากสถานีตำรวจภูธรปากช่อง มาอยู่ในความดูแลของ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หรือ “บิ๊กก้อง” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)

การเปลี่ยนมือผู้ทำคดีมาเป็นกองปราบฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำคดีซับซ้อนและมีอิทธิพล เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเรื่องผิดสัญญาธรรมดา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังมองไปถึงพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาที่สลับซับซ้อน เช่น การฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน หากมีมูลความจริง

ทีมทนายความของเจ๊อ้อย ซึ่งได้รับการสนับสนุนข้อมูลและการวางรูปคดีจากทีมงานกฎหมายระดับพระกาฬ ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงเจตนาที่แท้จริงของการโอนเงิน และหักล้างข้ออ้างเรื่อง “เสน่หา” ของฝ่ายตรงข้าม การที่คดีอยู่ในมือของบิ๊กก้อง ทำให้สังคมมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าจะไม่มีรายการลูบหน้าปะจมูก หรือการใช้อิทธิพลมืดมาแทรกแซงคดี

วิเคราะห์เจาะลึก: ทำไมทนายดังถึงจนมุม?

หากพิจารณาจากรูปการณ์ที่เกิดขึ้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้ทนายคนดังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก:

ประการแรก คือ “หลักฐานทางการเงิน” ธุรกรรมการโอนเงิน 71 ล้านบาท เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดิ้นไม่หลุด ประเด็นอยู่ที่ “วัตถุประสงค์” ของการโอน หากเป็นการลงทุน ต้องมีสัญญาหรือแผนธุรกิจ หากเป็นการให้โดยเสน่หา ต้องมีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นพอว่าทำไมคนเราถึงจะให้เงินคนอื่นฟรีๆ ถึง 71 ล้านบาท ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานในเชิงลึก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องภาษี หากเป็นการให้จริง ผู้รับได้เสียภาษีการรับให้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจุดนี้อาจเป็นแผลใหญ่ที่สรรพากรต้องเข้ามาตรวจสอบ

ประการที่สอง คือ “ความขัดแย้งในคำให้การ” การที่ทนายดังเคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และสื่อต่างๆ ในช่วงแรก อาจมีบางประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาในภายหลัง การเปลี่ยนคำให้การไปมาจะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมากในสายตาของศาล

ประการที่สาม คือ “แนวร่วมมุมกลับ” การที่ทนายดังมีศัตรูในวงการเยอะ ทั้งจากคดีเก่าๆ และพฤติกรรมการแสดงออก ทำให้เมื่อเกิดเพลี่ยงพล้ำ จึงมีคนพร้อมที่จะออกมา “แฉ” หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นทนายคู่ปรับเก่า หรืออดีตลูกความที่ไม่พอใจ

ผลกระทบทางสังคมและการเมือง

คดีนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงระบบอุปถัมภ์และความเชื่อถือในวิชาชีพกฎหมาย ทนายความควรเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่เมื่อทนายความชื่อดังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง ย่อมสั่นคลอนความศรัทธาของสังคม

ในแง่การเมือง ทนายคนดังมีความใกล้ชิดกับบุคคลในแวดวงการเมืองหลายคน การล้มลงของเขาอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงเครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ การที่สื่อใหญ่อย่างเครือผู้จัดการลงมาเล่นข่าวนี้อย่างกัดไม่ปล่อย ย่อมมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องข่าวอาชญากรรมทั่วไป แต่อาจหมายถึงการจัดระเบียบสังคมและการเช็คบิลกลุ่มอิทธิพลสีเทาในคราบคนดี

บทสรุป: เดิมพันด้วยชีวิตและอิสรภาพ

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน 71 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องของ “ความจริง” และ “ศักดิ์ศรี” สำหรับเจ๊อ้อย นี่คือการทวงคืนความยุติธรรมและความถูกต้อง สำหรับทนายตั้ม นี่คือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากคุกตารางและรักษาที่ยืนในสังคม

เกมการดัดหลังที่วางไว้โดยเจ๊อ้อยและสนธิ กำลังบีบพื้นที่ของทนายดังให้แคบลงเรื่อยๆ การเดินเกมที่ผิดพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงจุดจบของอาชีพทนายความ และอาจต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่หลังกำแพงสูง บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร หลักฐานชิ้นเด็ดที่จะถูกเปิดเผยในชั้นศาลคืออะไร ประชาชนคงต้องติดตามกันอย่างไม่กระพริบตา เพราะนี่คือหนังชีวิตเรื่องจริงที่ดราม่ายิ่งกว่าละคร


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: เจ๊อ้อยคือใคร และมีความสำคัญอย่างไรในคดีนี้? A: เจ๊อ้อย หรือ นางจตุพร อุบลเลิศ เป็นเศรษฐินีชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใจบุญที่ชอบช่วยเหลือสังคม เธอเป็นผู้เสียหายโดยตรงในคดีนี้ โดยกล่าวหาว่าถูกทนายคนดังฉ้อโกงเงินจำนวน 71 ล้านบาท

Q: เงิน 71 ล้านบาท คือค่าอะไรกันแน่? A: ฝ่ายเจ๊อ้อยระบุว่าเป็นเงินลงทุนทำธุรกิจแพลตฟอร์มลอตเตอรี่ออนไลน์ที่ทนายดังเสนอโครงการ แต่ฝ่ายทนายดังอ้างว่าเป็นเงินที่เจ๊อ้อยให้โดยเสน่หาเพราะความเอ็นดู

Q: ทำไมสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? A: เจ๊อ้อยมีความศรัทธาและติดตามผลงานของสนธิมานาน เมื่อเกิดปัญหาจึงไปขอคำปรึกษา สนธิเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลจึงเข้ามาช่วยตรวจสอบและเปิดโปงข้อเท็จจริง โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูล

Q: คดีนี้มีความผิดฐานใดบ้างหากทนายดังทำผิดจริง? A: หากพิสูจน์ได้ว่าหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน หากมีการปกปิดเส้นทางการเงินอาจโดนเรื่องฟอกเงิน รวมถึงความผิดทางมรรยาททนายความที่อาจถึงขั้นถูกลบชื่อออกจากสารบบ

Q: ทิศทางของคดีจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อกองปราบฯ เข้ามาทำคดี? A: การที่กองปราบฯ (สอบสวนกลาง) เข้ามาทำคดี หมายความว่าคดีจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดและตรงไปตรงมามากขึ้น โอกาสที่จะมีการวิ่งเต้นคดีทำได้ยากขึ้น และคาดว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับตามมาหากพยานหลักฐานเพียงพอ

Related articles

20 ปีที่รอคอย! “เจ้าฟ้าทีปังกร” กับแผนลับพาพระแม่กลับวัง? สัญญาณยุติธรรมเริ่มขยับ

ท่าม กลาง ความ เงียบ สงัด ภาย ใน กำแพง สูง ของ วังหลวง มี เรื่อง ราว หนึ่ง ที่ ถูก ส่ง ต่อ กัน ด้วย เสียง กระสิบ มา ตลอด 9 ปี เรื่อง ราว…

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สิริกิติ์ สวรรคต

โอ พูด ถึง พา เ ถาม กัน มา เยอะ ท่าน มหา เนี่ย ว่า โสม เนี่ มี ข่าว หรือ ว่า มี อัน เป็น ไป อ่ะ จริง รือ เปล่า ช่วง เนี้ย…

อีกครั้ง “ท่านอ้น” กลับเมืองไทยแล้วเสียใจมาก

x ท่าน อ้อน ถึง ถ่าย แล้ว โพส์ ภาพ นั่ง เครื่อง บิน เผย ข้อ ความ จาก เนื้อ เพลง ทหาร อากาศ ขาด รัก ไกล สุ สาย ตา ขอบ ฟ้า ศรีคราม กรณี…

ล่าสุด! ท่าน ออ้น และ หนุ่ย ความลับประหลาด

ราชสำนัก ดัง นั้น นี่ คือ มัน ก็ เป็น เอ่อ เป็น หลัก ฐาน ให้ เห็น ว่า ความ สำคัญ ของ เหตุ การณ์ ใน ประวัติศาสตร์ นั้น มัน ต้อง มี อำนาจ ของ กลุ่ม นั้น หรือ กลุ่ม แนว…

.ย้อนรอยชีวิต ศรีรัศมิ์ — จากสูงสุดคืนสู่สามัญ

ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของสังคมไทย คงไม่มีเรื่องราวของสตรีคนใดที่จะเปี่ยมไปด้วยสีสัน ความงดงาม ความสุข และความโศกเศร้า ได้เท่ากับเรื่องราวของ “ศรีรัศมิ์ สุวะดี” อดีตพระวรชายาฯ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดที่หญิงสาวสามัญชนใฝ่ฝัน แต่แล้วกงล้อแห่งโชคชะตาก็หมุนวนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทิ้งไว้เพียงตำนานเล่าขานถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนว่า ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน เส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยขวากหนามและบททดสอบทางจิตใจที่หนักหนาสาหัส จากจุดเริ่มต้นในครอบครัวสามัญชน ก้าวสู่รั้ววังที่วิจิตรตระการตา และบทสรุปของการกลับคืนสู่ธรรมชาติ เรื่องราวตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษนี้ คือบทบันทึกแห่งชีวิตที่สะท้อนสัจธรรมได้ดีที่สุด ปฐมบท: จากสามัญชนสู่เส้นทางที่ไม่ธรรมดา…

จับตาข่าวลือ! แผนลับเจ้าฟ้าทีปังกร—พาพระแม่กลับวัง—ลุ้นทวงคืนยุติธรรม

ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเงียบสงบภายในกำแพงสูงตระหง่านของพระบรมมหาราชวัง แท้จริงแล้วอาจกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ข่าวลือที่ถูกส่งต่อกันผ่านเสียงกระซิบมาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษกำลังจะกลายเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อมีรายงานถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ “เจ้าฟ้าทีปังกรฯ” ที่เพิ่งเจริญพระชันษาครบ 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่หลายคนจับตามองว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ “ทวงคืนความยุติธรรม” และการพาบุคคลสำคัญผู้เป็นที่รักยิ่งกลับคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีเต็มที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกต้องถูกคั่นกลางด้วยพันธนาการแห่งกฎเกณฑ์และโชคชะตา ภาพจำสุดท้ายที่ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน คือภาพความผูกพันอันบริสุทธิ์ระหว่างเจ้าฟ้าน้อยกับพระมารดา ความรักที่แสดงออกผ่านแววตาและการสัมผัสที่อบอุ่น ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน การรอคอยที่ดูเหมือนไร้จุดหมายเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง เมื่อสัญญาณชีพจรแห่งความยุติธรรมเริ่มกลับมาเต้นแรงขึ้น พร้อมกับกระแสข่าวลือหนาหูถึง “แผนลับ” ที่ถูกเตรียมการมาอย่างเงียบเชียบ เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปิดเผย 20 ปีแห่งการรอคอย…