จุดเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดิน: เมื่อจุฬาฯ ได้สิทธิ์ขาด

ในชั่วโมงนี้ หากพูดถึงประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนแวดวงการศึกษาและการเมืองไทย คงหนีไม่พ้นกรณีพิพาทมหากาพย์ระหว่าง “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย” เรื่องการขอคืนพื้นที่บริเวณถนนพญาไท เขตปทุมวัน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการย้ายโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาธรรมดา แต่เป็นเดิมพันด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบศตวรรษ ศศักดิ์ศรีของสถาบัน และผลประโยชน์มหาศาลบนทำเลทองที่แพงระยับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

ข่าวการ “ไล่ที่” หรือคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ที่เปรียบเสมือนบ้านที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 สร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน จนกลายเป็นประเด็นดราม่าที่สังคมจับตามอง ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงเช่นไร เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมทางกฎหมายและแผนแม่บทในการพัฒนาพื้นที่เพื่อการศึกษา ในขณะที่อีกฝ่ายอ้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของ “คนสร้างชาติ”

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จากโรงเรียนเพาะช่างสู่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย

เพื่อให้เข้าใจถึงรากเหง้าของความขัดแย้ง ต้องย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของสถาบันแห่งนี้ เดิมทีพื้นที่ดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การศึกษาด้านช่างศิลป์และช่างฝีมือของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนเพาะช่างขึ้น และต่อมาได้มีการขยายและแยกสายงานช่างออกมา โดยในปี พ.ศ. 2477 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรด้านช่างก่อสร้างที่สยามประเทศกำลังขาดแคลนในขณะนั้น

Có thể là hình ảnh về văn bản cho biết '"ป้าม่วง" เดือด! ไล่ อุเทนถวาย ออกไป'

ชื่อ “อุเทนถวาย” นั้นมีที่มาและตำนานที่น่าสนใจ โดยมีความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของกรมสรรพากร เนื่องจากในสมัยนั้นมีการเรี่ยไรเงินทุนเพื่อสร้างสะพานข้ามคลองพญาไท และใช้สัญลักษณ์พระอุเทนดีดพิณ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมสรรพากร จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกขานสถาบันแห่งนี้ว่า “อุเทนถวาย” สื่อถึงการอุทิศแรงกายแรงใจเพื่องานช่างและแผ่นดิน

ในยุคแรกเริ่ม การใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานพระคลังข้างที่ (ต่อมาคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อมีการจัดระเบียบที่ดินราชพัสดุและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ใหม่

จุดเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดิน: เมื่อจุฬาฯ ได้สิทธิ์ขาด

 

Discover more

Marine biology documentaries

Marine Biology Books

Nature reserve memberships

 

ปมปัญหาทางกฎหมายเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณโดยรอบสยามสแควร์ สามย่าน และปทุมวัน รวมกว่าพันไร่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินฯ ปี พ.ศ. 2482 เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำดอกผลจากการบริหารจัดการที่ดินมาใช้ในการจัดการศึกษา

ด้วยเหตุนี้ สถานะของอุเทนถวายจึงกลายเป็น “ผู้เช่า” ในที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์ สัญญาเช่าที่เคยทำไว้มีระยะเวลา 68 ปี และเมื่อสัญญาดังกล่าวนั้นสิ้นสุดลง ทางจุฬาฯ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่ เพื่อนำไปพัฒนาตามแผนแม่บทของมหาวิทยาลัย

ข้ออ้าง “เพื่อการศึกษา” หรือ “เพื่อพาณิชย์”?

ประเด็นที่ทำให้ฝ่ายคัดค้านและศิษย์เก่าอุเทนถวายรู้สึก “เดือด” ไม่ใช่แค่เรื่องการย้ายที่เรียน แต่คือความเคลือบแคลงสงสัยใน “วาระซ่อนเร้น” ของการขอคืนพื้นที่ ทางจุฬาฯ ได้ประกาศชัดเจนว่าต้องการนำพื้นที่นี้ไปสร้าง “ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมงานศิลป์” หรือที่เรียกกันในข่าวลือว่า “ศูนย์วิจัยสิรินธร” เพื่อขยายขอบเขตงานวิชาการและรองรับงานวิจัยระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาพจำของการบริหารพื้นที่ของจุฬาฯ ในสายตาคนภายนอก มักถูกมองว่าเน้นหนักไปทางพาณิชย์ หรือ “Commercial” มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการผุดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คอมมูนิตี้มอลล์ หรืออาคารสำนักงานให้เช่า ในพื้นที่สยามสแควร์และสามย่าน ทำให้เกิดคำถามว่า การไล่สถาบันการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานออกไป เพื่อเอาที่ดินไปทำศูนย์วิจัยนั้น เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือในอนาคตจะมีการแฝงพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้ามาในรูปแบบ Mixed-use เหมือนโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา

กลุ่มผู้คัดค้านมองว่า หากเป็นการนำที่ดินไปสร้างตึกสูงเพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย ย่อมเป็นการทำลายรากเหง้าทางการศึกษาด้านวิชาชีพที่อุเทนถวายได้สร้างมานานเกือบศตวรรษ คำถามที่ถูกโยนกลับไปคือ “ทำไมต้องเป็นที่ตรงนี้?” และ “การอยู่ร่วมกันไม่ได้จริงๆ หรือ?”

คำพิพากษาศาลปกครอง: บทสรุปที่ไม่อาจเลี่ยง

แม้จะมีการประท้วงและการเจรจาหลายรอบ แต่ในทางกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือไพ่เหนือกว่าอย่างชัดเจน เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ทางอุเทนถวายต้องย้ายออกจากพื้นที่และส่งมอบที่ดินคืนให้แก่จุฬาฯ ซึ่งถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม

การต่อสู้ในชั้นศาลที่ยืดเยื้อมานานหลายปี จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอุเทนถวาย ทำให้ผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) และผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางออกในการจัดหาสถานที่ใหม่ ซึ่งมีการพูดถึงวิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่อื่นๆ ชานเมือง แต่สำหรับศิษย์เก่าและนักศึกษา การย้ายออกจาก “ปทุมวัน” คือการสูญเสียจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ของ “ลูกพระวิษณุ” ที่ผูกพันกับพื้นที่นี้มาอย่างเหนียวแน่น

เบื้องลึกการเมืองและกลุ่มทุน

ในแวดวงข่าววงใน (Deep News) มีการวิเคราะห์กันว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ผู้เล่นอย่างจุฬาฯ และอุเทนถวาย แต่ยังมีเงาของกลุ่มทุนและนโยบายระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ดินแปลงนี้มีมูลค่าประเมินทางเศรษฐกิจมหาศาล การปล่อยให้เป็นสถานศึกษาอาชีวะอาจถูกมองว่า “ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่คุ้มค่า” ในมุมมองของนักพัฒนาเมืองและนักเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งอาจมีชื่อของบุคคลสำคัญหรือหน่วยงานระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การต่อรองของอุเทนถวายดูจะริบหรี่ลงไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึง “ศูนย์วิจัย” หรือโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบความชอบธรรมในการขอคืนพื้นที่

ผลกระทบที่จะตามมา: เมื่อตำนานต้องย้ายที่

  1. การสูญเสียพื้นที่ประวัติศาสตร์: ตึกสถาปัตยกรรมเก่าแก่และแลนด์มาร์คสำคัญภายในอุเทนถวายอาจถูกรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพไป เพื่อรองรับสิ่งปลูกสร้างใหม่

  2. ปัญหาความรุนแรง: หลายฝ่ายกังวลว่าความไม่พอใจนี้อาจนำไปสู่การประท้วงยืดเยื้อ หรือความขัดแย้งระหว่างสถาบันที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีการจัดการความรู้สึกของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างละมุนละม่อม

  3. ทิศทางการศึกษาอาชีวะ: การย้ายออกไปอยู่นอกเมือง อาจส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กช่าง ที่ต้องการเรียนรู้ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทสรุป: ทางออกที่เจ็บปวดแต่จำเป็น

ท้ายที่สุดแล้ว ดูเหมือนว่าอุเทนถวายจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “ยอมถอย” เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งศาลและนโยบายการบริหารที่ดินของรัฐและมหาวิทยาลัยเจ้าของพื้นที่ การยื้อเวลาอาจทำได้เพียงชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเยียวยาและการวางแผนอนาคตให้กับนักศึกษา เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปิดฉากตำนาน “อุเทนถวาย ปทุมวัน” ไว้เพียงในความทรงจำและหน้าประวัติศาสตร์


FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมอุเทนถวายต้องย้ายออกจากพื้นที่ปทุมวัน? A: เนื่องจากหมดสัญญาเช่าที่ดินกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาชี้ขาดให้อุเทนถวายต้องส่งมอบพื้นที่คืนแก่จุฬาฯ เพื่อนำไปพัฒนาตามแผนแม่บทของมหาวิทยาลัย

Q: จุฬาฯ จะเอาที่ดินอุเทนถวายไปทำอะไร? A: ตามแผนงานที่เปิดเผย จุฬาฯ เตรียมนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อการศึกษา (หรือที่เรียกกันว่า ศูนย์วิจัยสิรินธร) เพื่อขยายศักยภาพด้านงานวิชาการ แต่ก็มีข้อกังวลจากสังคมว่าอาจมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ร่วมด้วยในอนาคต

Q: อุเทนถวายจะย้ายไปที่ไหน? A: เบื้องต้นมีแผนรองรับการย้ายไปยังวิทยาเขตอื่นๆ เช่น พื้นที่บางพระ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่อื่นๆ ที่ทางกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะจัดหาให้ แต่ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่องความพร้อมและความเหมาะสม

Q: มีกำหนดการย้ายออกเมื่อไหร่? A: ตามกฎหมายต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดหลังคำพิพากษา แต่ในทางปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขและกรอบเวลาเพื่อลดผลกระทบต่อนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ คาดว่าจะใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านอีกระยะหนึ่ง

Q: ศิษย์เก่าและนักศึกษาอุเทนถวายเรียกร้องอะไร? A: กลุ่มศิษย์เก่าเรียกร้องขอสิทธิ์ในการใช้พื้นที่เดิมต่อ โดยอ้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่มาตั้งแต่ปี 2477 และมองว่าการย้ายออกจะเป็นการทำลายวัฒนธรรมองค์กรและรากเหง้าของสถาบัน

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…