ความสัมพันธ์เดิมและจุดแตกหัก ณ งานกฐิน

ในโลกของข่าวสารและดราม่าโซเชียลมีเดียที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกช้างชนช้างระหว่างสื่ออาวุโสอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และทนายความชื่อดังระดับประเทศอย่าง “ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด” เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแฉหรือการออกมาตอบโต้กันธรรมดา แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เปรียบเสมือนการเดินหมากรุกที่ฝ่ายหนึ่งอ่านเกมล่วงหน้าไว้หลายชั้น

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในห้องพิจารณาคดี แต่กลับเริ่มต้นขึ้นในงานบุญกฐินที่ดูสงบเงียบ ณ วัดป่าภูแปกญาณสัมปันโน จังหวัดเลย ที่ซึ่ง “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีผู้ใจบุญได้โคจรมาพบกับสนธิ ลิ้มทองกุล การสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย กลับกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทนายคนดังอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “ปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา” ที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า เป็นยุทธวิธีที่สนธิใช้ในการต้อนทนายดังให้จนมุม โดยอาศัยความใจร้อนและการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง

ความสัมพันธ์เดิมและจุดแตกหัก ณ งานกฐิน

Có thể là hình ảnh về văn bản cho biết 'สมเอัตๆ. สม ขักเรีด! รับเม้ ับเมิร์กรุด กรีด เห่ง งอง พัง สัก สักคลก! ลก!'

เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทความขัดแย้งนี้อย่างถ่องแท้ ต้องย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก เจ๊อ้อยไม่ได้เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ แต่เธอมีความคุ้นเคยกับสนธิ ลิ้มทองกุล มาอย่างยาวนาน ในฐานะผู้สนับสนุนและ “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ในอดีต ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและอุดมการณ์ร่วมบางอย่าง

Discover more

Renewable energy resources

Coral reef protection

Environmental education programs

เมื่อเจ๊อ้อยเดินทางมาร่วมทำบุญกฐินกับสนธิ การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างเปิดอก เจ๊อ้อยซึ่งเป็นคน “มือเติบ” ในการทำบุญ บริจาคเงินทีละหลายล้านบาท ได้ระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับทนายตั้ม โดยเฉพาะปมเรื่องเงินลงทุน 71 ล้านบาท และพฤติกรรมบางอย่างที่เธอรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล

จากคำบอกเล่า แหล่งข่าวระบุว่าสนธิเมื่อได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเรื่องนี้ “ยอมไม่ได้” พฤติกรรมที่เข้าข่ายการฉ้อโกงหรือการใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจในการแสวงหาผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการตรวจสอบและเปิดโปง แต่แทนที่จะผลีผลามออกมาแถลงข่าวหรือโจมตีในทันที สนธิกลับเลือกใช้วิธีที่ใจเย็นและเลือดเย็นกว่านั้น

กลยุทธ์ “ขุดบ่อล่อปลา”: รอให้เหยื่อเดินเข้ามาเอง

Discover more

Ocean conservation charities

Marine biology books

Endangered species support

ไฮไลท์สำคัญของเหตุการณ์นี้คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า “ขุดบ่อล่อปลา” ซึ่งถูกเปิดเผยในภายหลังว่าเป็นแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้น สนธิรู้ดีว่าทนายตั้มเป็นคนที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียล มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมักจะใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ในการชี้แจงหรือตอบโต้ประเด็นต่างๆ อย่างรวดเร็ว

แทนที่จะเปิดหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ในมือทันที สนธิเลือกที่จะ “แหย่” หรือปล่อยข่าวในลักษณะที่ทำให้ทนายตั้มรู้สึก “ร้อนตัว” เป้าหมายคือการยั่วยุให้อีกฝ่ายขาดความยับยั้งชั่งใจ และออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ผ่าน Facebook หรือให้สัมภาษณ์สื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สนธิคาดการณ์ไว้แล้ว

และก็เป็นไปตามคาด ทนายตั้มเมื่อได้ยินกระแสข่าว ก็ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่ดุเดือด ท้าทาย และพยายามดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม การกระทำนี้เปรียบเสมือนปลาที่ว่ายเข้ามาในบ่อที่ขุดไว้ การออกมาพูดเยอะเกินความจำเป็น การปฏิเสธที่ขัดแย้งกับหลักฐานที่มีอยู่จริง หรือการท้าทายให้เปิดหลักฐาน กลายเป็น “บ่วง” ที่รัดตัวทนายตั้มเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ

การเปิดหลักฐานในวันศุกร์: ไพ่ใบสำคัญที่น็อคกลางอากาศ

เมื่อปลาเข้ามาอยู่ในบ่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ “ทุบ” สนธิเลือกจังหวะเวลาในการเปิดเผยข้อมูลอย่างแม่นยำ โดยมักจะใช้รายการในวันศุกร์เป็นเวทีหลัก การรอเวลาไม่เพียงแต่สร้างกระแสความสนใจให้สังคมเฝ้ารอ แต่ยังเป็นการให้เวลาฝ่ายตรงข้ามได้แสดงพฤติกรรมที่ผิดพลาดออกมาให้เห็นมากที่สุด

หลักฐานที่ถูกนำมาเปิดเผยไม่ได้มีเพียงแค่คำบอกเล่าลอยๆ แต่มีการเตรียมการมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเอกสารใบเสร็จ เอกสารทางภาษี หรือไทม์ไลน์การโอนเงินที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาหักล้างคำแก้ตัวของทนายตั้มทีละประเด็น การที่ทนายตั้มเคยออกมาโพสต์ท้าทายไว้ก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เมื่อหลักฐานความจริงปรากฏ น้ำหนักความน่าเชื่อถือจึงเทไปที่ฝั่งของสนธิและเจ๊อ้อยอย่างท่วมท้น

บทบาทของ “ปานเทพ” และการประสานงานกับกองปราบ

ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงสนธิที่ออกโรงเพียงลำพัง อีกหนึ่งตัวละครสำคัญคือ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เสมือน “พยานปากที่สอง” หรือคู่หูในการขยายผลข้อมูล การที่ปานเทพออกมาให้ข้อมูลสนับสนุนหรือวิเคราะห์เจาะลึกในแง่มุมกฎหมายและจริยธรรม ช่วยเสริมความหนักแน่นให้กับข้อกล่าวหาของสนธิเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงการประสานงานเบื้องหลังกับ “บิ๊กก้อง” พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ข้อมูลระบุว่าสนธิได้มีการแจ้งเบาะแสและส่งสัญญาณให้ทางตำรวจสอบสวนกลางรับทราบถึงประเด็นความไม่ชอบมาพากลนี้ล่วงหน้า โดยมีการพูดคุยกันในงานกฐินนั่นเอง การเตรียมพร้อมทางด้านคดีความควบคู่ไปกับการเปิดโปงทางสังคม ทำให้ทนายตั้มต้องเผชิญศึกสองด้าน ทั้งกระแสสังคมที่ตีกลับและคดีความที่กำลังตั้งเค้า

ผลกระทบ: ความศรัทธาที่สั่นคลอนและทางตันของทนายโซเชียล

ผลลัพธ์จากแผนการ “ขุดบ่อล่อปลา” นี้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด ภาพลักษณ์ของ “ทนายตั้ม” ที่เคยถูกมองว่าเป็นทนายของประชาชน ผู้ช่วยเหลือคนยากคนจน เริ่มถูกตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับความโปร่งใส แหล่งที่มาของรายได้ และจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ

การที่ทนายตั้มออกมาโต้ตอบในช่วงแรกด้วยความมั่นใจ กลับกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองเมื่อความจริงอีกด้านถูกเปิดเผย สังคมเริ่มเห็นภาพว่า “ทนายประชาชน” อาจไม่ได้ขาวสะอาดอย่างที่คิด และพฤติกรรม “ทนายหิวแสง” หรือการเรียกรับผลประโยชน์มหาศาลจากลูกความเริ่มถูกขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานการณ์ปัจจุบันทนายตั้มจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่เพียงแต่ต้องต่อสู้ในทางคดี แต่ยังต้องกอบกู้ศรัทธาจากมวลชนที่สูญเสียไป ซึ่งดูเหมือนจะเป็นงานที่ยากยิ่งกว่าการว่าความในศาลเสียอีก

บทสรุป

กรณีศึกษาของศึกระหว่างสนธิ ลิ้มทองกุล และทนายตั้ม สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของ “Information Warfare” หรือสงครามข่าวสารในยุคดิจิทัล การมีข้อมูลที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ “จังหวะ” และ “กลยุทธ์” ในการนำเสนอคือสิ่งชี้ขาดชัยชนะ สนธิใช้ความเก๋าเกม ประสบการณ์ และความใจเย็น วางกับดักทางจิตวิทยาให้คู่ต่อสู้เผยจุดอ่อนออกมาเอง ก่อนจะเผด็จศึกด้วยหลักฐาน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่ทุกคนพร้อมจะเป็นศาลเตี้ยในโซเชียลมีเดีย การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว และการพูดความจริงเพียงครั้งเดียวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อาจทรงพลังกว่าการโต้ตอบรายวันทีละคำสองคำ บทเรียนราคาแพงนี้คงเป็นสิ่งที่ทนายตั้มและใครอีกหลายคนในวงการต้องจดจำไปอีกนาน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: จุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างสนธิกับทนายตั้มคืออะไร? A1: เกิดจากการที่ “เจ๊อ้อย” นักธุรกิจผู้เสียหาย ได้ไปปรึกษาและเล่าเรื่องถูกทนายตั้มฉ้อโกงเงิน 71 ล้านบาทให้สนธิฟังในงานกฐิน ทำให้สนธิรับอาสาเปิดโปงเรื่องนี้

Q2: กลยุทธ์ “ขุดบ่อล่อปลา” ของสนธิคืออะไร? A2: คือการไม่เปิดหลักฐานทั้งหมดในทีเดียว แต่ปล่อยข่าวให้ทนายตั้มร้อนตัวและออกมาตอบโต้หรือโกหกผ่านสื่อโซเชียลก่อน เพื่อเก็บรวบรวมคำพูดเหล่านั้นมาใช้มัดตัวทนายตั้มเองด้วยหลักฐานจริงในภายหลัง

Q3: ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้? A3: ปานเทพทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมขยายผลและนำเสนอข้อมูลเชิงลึก สนับสนุนข้อมูลของสนธิ และช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

Q4: ทำไมทนายตั้มถึงเสียเปรียบในเกมนี้? A4: เพราะทนายตั้มใจร้อนและรีบออกมาตอบโต้ด้วยอารมณ์และข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ทำให้เมื่อสนธิเปิดหลักฐานใบเสร็จและการเงินออกมา ทนายตั้มจึงไม่สามารถแก้ตัวได้และสูญเสียความน่าเชื่อถือ

Q5: คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่? A5: มีความเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการเปิดเผยว่าสนธิได้ประสานงานและส่งข้อมูลให้กับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช (บิ๊กก้อง) เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนในทางคดีอาญาควบคู่ไปกับการเปิดโปงทางสังคม

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…