.สมเด็จพระเทพฯ—กับภารกิจลับ—ที่เปลี่ยนชีวิตคนไทย—ไปตลอดกาล

ในท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ยังมีพลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงสังคมไทยมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เปรียบเสมือนสายน้ำใต้ดินที่ชุ่มชื้นและสร้างชีวิตโดยที่ผู้คนบนผิวดินอาจไม่ทันสังเกตเห็น พลังงานนั้นคือพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

หากเอ่ยถึงภาพจำที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อพระองค์ ภาพที่คุ้นตาที่สุดคงหนีไม่พ้นภาพของสตรีสูงศักดิ์ในฉลองพระองค์เรียบง่าย สะพายกล้องถ่ายรูป และในพระหัตถ์จะทรงถือสมุดจดบันทึกเล่มหนากับปากกาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่แห่งใด ไม่ว่าหนทางจะทุรกันดารเพียงใด จะต้องปีนเขา ลงห้วย หรือลุยโคลนตม พระองค์ไม่เคยย่อท้อ แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า ในสมุดบันทึกเล่มนั้นคือจุดเริ่มต้นของ “ภารกิจลับ” หรือการทรงงานเบื้องหลังที่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานชีวิตของคนไทยในชนบทไปตลอดกาล

ปฐมบทแห่งการให้: เดินตามรอยพระบาท สานต่อศาสตร์พระราชา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการปลูกฝังเรื่องการทรงงานเพื่อประชาชนมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ การตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปในถิ่นทุรกันดาร ทำให้พระองค์ทรงซึมซับและตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงของสังคมไทย พระองค์ไม่ได้ทรงมองปัญหาจากรายงานบนหน้ากระดาษ แต่ทรงมองเห็นผ่านแววตาของผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อยในพื้นที่ห่างไกล

ภารกิจของพระองค์จึงไม่ใช่เพียงการบริจาคสิ่งของเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว แต่คือการ “สร้างคน” ให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ทรงยึดหลักการทรงงานที่เน้นความยั่งยืน และการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งหลายโครงการเป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานหลายสิบปีกว่าจะเห็นผล เปรียบเสมือนการปลูกต้นสักที่ต้องรอกาลเวลา แต่เมื่อเติบใหญ่แล้วจะเป็นรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง นี่คือเหตุผลที่หลายคนอาจมองไม่เห็นผลงานที่หวือหวาในระยะสั้น แต่หากมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าชุมชนที่เข้มแข็งในวันนี้ ล้วนมีรากฐานมาจากการทรงงานเงียบๆ ของพระองค์ทั้งสิ้น

ยุทธศาสตร์โภชนาการ: แก้ความหิวโหย เพื่อแก้ความโง่เขลา

หนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดและถือเป็นรากฐานของความมั่นคงของมนุษย์ คือเรื่องของ “ปากท้อง” และ “โภชนาการ” พระองค์ทรงตระหนักดีว่า เด็กไทยในถิ่นทุรกันดารไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพหากท้องยังหิว หรือร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น ปัญหาโรคคอพอกจากการขาดสารไอโอดีน หรือภาวะทุพโภชนาการในเด็กชาวเขา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับพระองค์ แต่เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข

โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน จึงถือกำเนิดขึ้นในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ทั่วประเทศ พระองค์ไม่ได้พระราชทานเพียงแค่อาหาร แต่พระราชทาน “วิชาชีพ” โดยทรงส่งเสริมให้นักเรียน ครู และชาวบ้าน ร่วมกันปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพื่อนำผลผลิตมาประกอบอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้เข้าโรงเรียน โมเดลนี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาความหิวโหย แต่ยังปลูกฝังนิสัยรักการเกษตรและการพึ่งพาตนเองให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่ติดตัวพวกเขาไปจนวันตาย นี่คือภารกิจที่เปลี่ยนชีวิตเด็กๆ นับล้านคนให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

การศึกษาไร้พรมแดน: แสงสว่างในพื้นที่อับแสง

สำหรับพื้นที่ห่างไกลความเจริญ โรงเรียนเปรียบเสมือนประภาคารที่ส่องแสงนำทางชีวิต สมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มักจะถูกลืมในสังคม เช่น เด็กในพื้นที่ชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้พิการ พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า “การศึกษาคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำ”

ภารกิจด้านการศึกษาของพระองค์ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างโรงเรียน การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ไปจนถึงการพระราชทานทุนการศึกษาต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาเอกให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พระองค์ทรงเป็น “ครู” ของแผ่นดินอย่างแท้จริง ทรงติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนในพระราชานุเคราะห์อย่างใกล้ชิด ทรงจำชื่อและประวัติของนักเรียนได้แม่นยำ ความใส่พระทัยนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เด็กๆ เหล่านั้นมุ่งมั่นเรียนจนจบและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน กลายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ครู และผู้นำชุมชน ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

เจ้าฟ้านักเทคโนโลยี: เชื่อมไทยสู่โลก เชื่อมโลกสู่ชุมชน

ในขณะที่ทรงอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิม พระองค์ก็ไม่ได้ทรงปฏิเสธความทันสมัย ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักเทคโนโลยี” หรือ “Princess IT” ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ได้ช่วยเปิดโลกกว้างให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ให้มีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกวิชาชีพผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้พวกเขามีที่ยืนในสังคมเมื่อพ้นโทษ

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นสะพานเชื่อมความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลกมาสู่ประเทศไทย ทรงมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับนานาชาติ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยี อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ขั้วโลก และเทคโนโลยีชีวภาพ พระองค์ทรงทำให้เห็นว่า ความเป็นไทยและความทันสมัยสามารถเดินคู่กันไปได้อย่างลงตัว

ผู้พิทักษ์มรดกวัฒนธรรม: ลมหายใจแห่งความเป็นไทย

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมหลายอย่างกำลังเลือนหาย แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็น “ผู้จดบันทึก” และ “ผู้พิทักษ์” มรดกของชาติ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย นาฏศิลป์ วรรณกรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น พระองค์ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ทรงทำให้วัฒนธรรมเหล่านั้น “มีชีวิต”

ทรงส่งเสริมให้มีการชำระและรวบรวมวรรณคดี ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือสารคดีท่องเที่ยวและบทกวีจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในอนาคต ทรงอุปถัมภ์ดนตรีไทยและทรงดนตรีด้วยพระองค์เอง เป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจรากเหง้าของตนเอง ภารกิจนี้เปรียบเสมือนการรักษา “จิตวิญญาณ” ของความเป็นไทยไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา

บทสรุป: พลังแห่งการปิดทองหลังพระ

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็นเจ้าฟ้า ไม่ใช่เรื่องของอำนาจวาสนา แต่คือ “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ที่ยิ่งใหญ่ พระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ได้ทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่ทำเพื่อให้คนไทย “อยู่รอด” และ “อยู่ได้” อย่างยั่งยืน

ภารกิจลับที่ทรงทำเงียบๆ ในซอกหลืบของประเทศ ได้ผลิดอกออกผลเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน เป็นป่าไม้ที่เขียวขจี เป็นรอยยิ้มของเด็กๆ ที่มีอาหารอิ่มท้อง และเป็นความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย พระองค์คือบุคคลต้นแบบที่ทำงานหนักที่สุดโดยไม่หวังผลตอบแทน และผลลัพธ์จากการทรงงานของพระองค์จะยังคงหมุนกงล้อแห่งการพัฒนาประเทศไทยสืบต่อไปตราบนานเท่านาน


FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q1: โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นที่ใดและมีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร? A1: โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริ เริ่มต้นครั้งแรกในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและภาวะทุพโภชนาการของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยให้นักเรียนลงมือทำการเกษตรเพื่อนำผลผลิตมาประกอบอาหารกลางวัน รับประทาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยพร้อมกับฝึกทักษะอาชีพไปพร้อมกัน

Q2: ทำไมสมเด็จพระเทพฯ ถึงทรงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในการพัฒนาชนบท? A2: พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างทางโอกาส (Digital Divide) ระหว่างคนเมืองและคนชนบท การนำ IT เข้าไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส จะช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และโอกาสในการพัฒนาตนเองได้ทัดเทียมกับคนในเมือง

Q3: ร้านภูฟ้า เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจด้านใด? A3: ร้านภูฟ้า เป็นร้านค้าที่จัดตั้งขึ้นในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้านและงานฝีมือของชาวเขาในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริ ช่วยสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงให้กับชุมชน และเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยรายได้เหนือรายจ่ายจะทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อใช้ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนต่อไป

Q4: เราสามารถน้อมนำหลักการทรงงานของสมเด็จพระเทพฯ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? A4: หลักการสำคัญที่สามารถนำมาปรับใช้ได้คือ “การจดบันทึกและการเรียนรู้อยู่เสมอ” การเป็นคนช่างสังเกต ใฝ่รู้ และลงมือทำจริง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค รวมถึงการมีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ด้อยโอกาส และการรู้จักพึ่งพาตนเองอย่างพอเพียง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่มีความสุขและยั่งยืน

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…