อัปเดตพระอาการ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา — การรักษาและดูแลใกล้ชิด

รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการถวายการรักษาพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งขณะนี้ทางคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงถวายการดูแลและติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและประคับประคองการทำงานของระบบอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย

จากข้อมูลที่มีการรายงานเกี่ยวกับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน พบว่าคณะแพทย์ได้เน้นหนักไปที่การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular System) รวมถึงระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงชีพ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับพระอาการและวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ซึ่งประชาชนควรทำความเข้าใจในหลักการแพทย์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์และการเฝ้าระวังภาวะวิกฤตทางระบบไหลเวียนโลหิต

จากการรักษาตัวต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พระอาการโดยรวมยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยประเด็นหลักที่คณะแพทย์ให้ความสำคัญคือ “พระหทัย” (หัวใจ) ซึ่งพบว่ามีการทำงานที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือภาวะที่ทางการแพทย์เรียกว่าภาวะหัวใจทำงานล้มเหลวในการสูบฉีดเลือด (Heart Failure) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอวัยวะอื่นๆ

ภาวะดังกล่าวทำให้การไหลเวียนของพระโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายทำได้ยากลำบากขึ้น แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้ยาและเครื่องมือแพทย์ในการเข้าช่วยพยุงการทำงาน โดยมีการตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการขยายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าหัวใจกำลังรับภาระหนัก สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ถูกระบุถึงคือผลกระทบจากการติดเชื้อที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง

ความเชื่อมโยงของการติดเชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma) กับโรคหัวใจ

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่มีการกล่าวถึงในกระบวนการรักษาครั้งนี้ คือผลกระทบจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม “ไมโคพลาสมา” (Mycoplasma) เชื้อชนิดนี้โดยปกติมักก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ แต่ในกรณีที่มีความรุนแรงหรือผู้ป่วยมีภูมิต้านทานที่ไม่แข็งแรง เชื้อสามารถแทรกซ้อนเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลกระทบโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocarditis)

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ จะส่งผลให้ความสามารถในการบีบตัวลดลง นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อาการที่สังเกตได้คือ การมีไข้สูง หายใจไม่อิ่ม เจ็บแน่นหน้าอก และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานพระอาการที่มีไข้สูงและการเต้นของหัวใจถูกรบกวน การรักษาในส่วนนี้จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ควบคู่ไปกับการประคับประคองการทำงานของหัวใจ เพื่อกำจัดเชื้อต้นเหตุและลดการอักเสบในระบบร่างกาย

การใช้เทคโนโลยี ECMO และการจัดการด้วยยาขั้นสูง

เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตสามารถทำงานต่อไปได้ในขณะที่หัวใจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คณะแพทย์ได้พิจารณาการใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด หรือที่เรียกว่า ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) เครื่องมือนี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจและปอดเทียม โดยการดึงเลือดออกจากร่างกายมาฟอกออกซิเจนข้างนอกและส่งกลับเข้าไปใหม่ เพื่อให้หัวใจและปอดของไ้ด้ “พัก” และลดภาระการทำงานลง เป็นการซื้อเวลาให้อวัยวะภายในได้ฟื้นฟูตนเอง

นอกจากการใช้เครื่องมือแพทย์ขั้นสูงแล้ว การใช้ยา (Medication Management) ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทีมแพทย์จุฬาลงกรณ์เลือกใช้ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  1. กลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาปรับความดัน: เช่น กลุ่ม Angiotensin (แองจิโอเทนซิน) ซึ่งช่วยในการขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และลดภาระการทำงานของหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

  2. กลุ่มยา Beta-blockers (เบต้าบล็อกเกอร์): ใช้เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และลดความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

  3. ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวมักมาพร้อมกับอาการบวมน้ำ หรือน้ำท่วมปอด แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อระบายของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยลดอาการหอบเหนื่อยและลดภาระของหัวใจ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่อระบบอวัยวะอื่น

ความท้าทายสำคัญของการรักษาในระยะวิกฤตนี้ คือการรักษาสมดุลของอวัยวะต่างๆ หรือที่เรียกว่า Multiorgan Support เมื่อหัวใจทำงานได้ไม่ดี เลือดที่ไปเลี้ยงไตและปอดก็จะลดลง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะไตวายหรือปอดทำงานบกพร่องตามมา

รายงานระบุว่าปัจจุบันมีความกังวลเกี่ยวกับอวัยวะข้างเคียง เช่น ปอดและไต ซึ่งแพทย์ต้องใช้เครื่องมือและยาเพื่อประคับประคองการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ควบคู่กันไป หากเกิดภาวะช็อก (Cardiogenic Shock) หรือหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ จะทำให้อวัยวะต่างๆ ขาดออกซิเจนและนำไปสู่ความเสียหายถาวรได้ ดังนั้นการเฝ้าระวังสัญญาณชีพทุกวินาทีจึงมีความสำคัญสูงสุด

ภูมิคุ้มกันร่างกายและปัจจัยเสี่ยงภายนอก

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) การที่พระวรกายต้องต่อสู้กับการติดเชื้อรุนแรง บ่งชี้ถึงสภาวะภูมิคุ้มกันที่อาจอ่อนแอลงชั่วคราว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน (Superinfection) จากสภาพแวดล้อมภายนอกได้ง่าย การจำกัดการเข้าเยี่ยมและการใช้ห้องปลอดเชื้อจึงเป็นมาตรการมาตรฐานเพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรคใหม่ๆ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจทำให้อาการทรุดลงไปอีก

ความเป็นไปได้ของการได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจท่ามกลางประชาชนจำนวนมากในอดีต ก็เป็นหนึ่งในสมมติฐานทางระบาดวิทยา ซึ่งย้ำเตือนให้เห็นว่าแม้จะมีการป้องกันที่ดี แต่ความเสี่ยงทางสุขภาพสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะกับโรคอุบัติใหม่หรือเชื้อกลายพันธุ์

บทสรุปและแนวโน้มการรักษาในอนาคต

สถานการณ์ปัจจุบัน ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังคงเป็นสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น (Critical Monitoring) การตอบสนองต่อยาและการรักษาด้วยเครื่องมือ ECMO เป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญว่าจะสามารถกู้คืนการทำงานของหัวใจได้มากน้อยเพียงใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศกำลังระดมสรรพกำลังและความรู้เพื่อถวายการรักษาอย่างดีที่สุด

ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารและส่งกำลังใจผ่านการสวดมนต์ถวายพระพร เพื่อหวังให้ปาฏิหาริย์ทางการแพทย์และพระบารมีปกป้องคุ้มครองให้ทรงผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางสุขภาพครั้งนี้ไปได้ การเข้าใจข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องจะช่วยให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือ และสามารถส่งกำลังใจได้อย่างถูกวิธีและมีสติ

ทางทีมงานจะคอยติดตามแถลงการณ์และข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากสำนักพระราชวังและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อนำมาอัปเดตให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ภาวะหัวใจล้มเหลวจากการติดเชื้อไมโคพลาสมาคืออะไร? คือภาวะที่เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมาเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจ (Myocarditis) ทำให้หัวใจบีบตัวได้แย่ลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ

2. เครื่อง ECMO ทำงานอย่างไรในการรักษาผู้ป่วยวิกฤต? ECMO หรือเครื่องพยุงปอดและหัวใจเทียม ทำหน้าที่ดึงเลือดออกมาฟอกออกซิเจนภายนอกร่างกายแล้วส่งกลับเข้าไป เพื่อให้หัวใจและปอดของผู้ป่วยได้พักฟื้นขณะทำการรักษา

3. ยา Beta-blockers มีบทบาทอย่างไรในการรักษาครั้งนี้? ยา Beta-blockers ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้เร็วเกินไป และลดภาระการทำงานของหัวใจ ช่วยป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

4. ทำไมต้องเฝ้าระวังเรื่องไตและปอดควบคู่กับหัวใจ? เพราะเมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้น้อยลง เลือดที่ไปเลี้ยงไตจะลดลงเสี่ยงต่อไตวาย และอาจเกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้ ระบบเหล่านี้จึงทำงานเชื่อมโยงกันและต้องดูแลไปพร้อมกัน

5. ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากช่องทางใดที่น่าเชื่อถือที่สุด? ควรติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง หรือประกาศจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด

Related articles

ความสัมพันธ์และความลับระหว่างสมเด็จพระราชินีสินีนาถกับท่านผู้หญิงศรีรัศมีสุวดี

  โน้ ท พ.ย ก็ เพราะ ติด นี้ นะ พี่ เลิก กัลยาณี หรือ ไม่ ย้อน ไป เมื่อ เหตุ การณ์ ก่อน หน้า นี้ โดย ได้ มี เอกสาร ยืน…

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย วันที่ 22 มกราคม 2569 มีรายงานว่า สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล รายงานภาพบรรยากาศเมื่อค่ำคืนวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาว่า พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เดินทางถึงวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ภาพจาก สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล สำรวจเพิ่มเติม ข่าวในพระราชสำนัก กระเป๋าเดินทาง…

บาท สมเด็จ พระ จุลจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว รัชกาล ที่ 10 เมื่อ ยัง ทรง พระ เยา

ความ ฝัน ของ ฉัน เต็ม ไป ด้วย น้ำ ตา ฉัน ร้อง เพลง ใน ล็อบบี้ ตอน ดึก ความ รัก ใน ความ งาม ของ ฉัน หมด สิ้น ไป ก่อน ที่ ฉัน…

ไฟเย็น แฉ ช็อกวงการ! ภา

ประมาณ ปี 2544 ยุวธิดา เนี่ย เริ่ม เขียน จดหมาย มา ทาง ราชสำนัก ไทย อ๋อ สมัย ทักษิณ เป็น นายก ใช่ ๆ อื เรื่อง นี้ เนี่ย เอ่อ ใน จด หมาย ทั้ง หมด เี่ ยัง…

สนธิ-วางแผนล่อ-ทนายดัง-จนมุม-กลางโซเชียล

ในโลกของข่าวสารและดราม่าโซเชียลมีเดียที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกช้างชนช้างระหว่างสื่ออาวุโสอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และทนายความชื่อดังระดับประเทศอย่าง “ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด” เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแฉหรือการออกมาตอบโต้กันธรรมดา แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เปรียบเสมือนการเดินหมากรุกที่ฝ่ายหนึ่งอ่านเกมล่วงหน้าไว้หลายชั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในห้องพิจารณาคดี แต่กลับเริ่มต้นขึ้นในงานบุญกฐินที่ดูสงบเงียบ ณ วัดป่าภูแปกญาณสัมปันโน จังหวัดเลย ที่ซึ่ง “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีผู้ใจบุญได้โคจรมาพบกับสนธิ ลิ้มทองกุล การสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย กลับกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทนายคนดังอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “ปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา” ที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า เป็นยุทธวิธีที่สนธิใช้ในการต้อนทนายดังให้จนมุม โดยอาศัยความใจร้อนและการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง…

.เผยเหตุผลสำคัญ—ทำไมในหลวง—ทรงไว้วางพระราชหฤทัย—เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกร และเมื่อกล่าวถึงขัตติยนารีผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญที่สุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเวลานี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” หรือที่คนไทยเรียกขานกันด้วยความจงรักภักดีว่า “องค์ภา” ภาพความผูกพันที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ใช่เพียงภาพของพ่อและลูกเท่านั้น แต่คือภาพของพระมหากษัตริย์และขุนพลคู่พระทัยที่ทรงงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังและเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จึงทรงเป็นบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด สายใยแห่งความผูกพัน: จากทูลกระหม่อมพ่อ สู่ลูกไม้ใต้ต้น ย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่วันที่พระองค์ภาประสูติ…