.เจาะลึกพระราชดำรัสเปิดสภาฯ—ทรงแนะ ส.ส. ยึดมั่นความซื่อสัตย์

เปิดรัฐสภา ส.ส. รับฟังพระราชดำรัส—ยึดถือประโยชน์ประชาชนสูงสุด

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องโถงพิธี อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สำหรับสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคณะบุคคลสำคัญระดับประเทศที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดรักษาการ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ทั้ง 500 คน รวมถึงคณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ

เหตุการณ์นี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมืองไทย เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการทำงานในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมิใช่เพียงแค่พิธีกรรมตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นวาระที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคนจะได้รับฟังแนวทางการปฏิบัติหน้าที่อันทรงคุณค่า เพื่อนำไปใช้เป็นหลักชัยในการบริหารและนิติบัญญัติเพื่อความผาสุกของราชอาณาจักร

เจาะลึกกระแสพระราชดำรัส: เข็มทิศนำทางผู้แทนปวงชน

ใจความสำคัญที่สุดของรัฐพิธีในครั้งนี้ อยู่ที่พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องเตือนสติและเข็มทิศในการทำงาน พระองค์ทรงเน้นย้ำให้สมาชิกทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่า การที่ได้เข้ามายืนอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ มิใช่ด้วยอำนาจส่วนตน แต่เป็นเพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวไทยทั้งประเทศที่เลือกสรรเข้ามาให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทน

พระราชดำรัสมีความลึกซึ้งและครอบคลุมถึงหลักการบริหารบ้านเมือง โดยทรงชี้ให้เห็นว่า ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของประเทศชาตินั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญสามประการที่ต้องประกอบเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่ สติปัญญา ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริต

การมีเพียงความรู้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ การมีความสามารถแต่ขาดจริยธรรมย่อมนำมาซึ่งปัญหา ดังนั้น พระองค์จึงทรงฝากฝังให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือ “ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด หากสมาชิกรัฐสภาสามารถยึดมั่นในหลักการนี้ได้ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ก็จะสำเร็จลุล่วง นำมาซึ่งความเจริญมั่นคงที่แท้จริงของอาณาประชาราษฎร์

บทบาทและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

ภายหลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาแล้ว กลไกตามรัฐธรรมนูญจะเริ่มเดินหน้าทันที ตามกฎหมายกำหนดให้มีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายใน 10 วัน เพื่อดำเนินการเลือก “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่งในฝ่ายนิติบัญญัติ

ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง มีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ วางตัวเป็นกลาง และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกระบวนการตรากฎหมายต่างๆ ซึ่งการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัตินี้ เป็นหนึ่งในสามอำนาจหลักตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ) เพื่อคานอำนาจและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาล ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คนที่มารวมตัวกันนี้ แบกรับความหวังของประชาชนไว้บนบ่า การเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ประชาชนจับตามอง ว่าผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้าไปนั้น จะสามารถทำตามสัญญาและยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้มากน้อยเพียงใด

สัปปายะสภาสถาน: สถาปัตยกรรมแห่งสันติภาพและศีลธรรม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจและถูกกล่าวถึงในรายงานข่าว คือสถานที่จัดการประชุม รัฐพิธีครั้งนี้จัดขึ้น ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือที่รู้จักกันในนาม “สัปปายะสภาสถาน” ตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่มีความหมายลึกซึ้ง

คำว่า “สัปปายะ” หมายถึง สถานที่ที่เหมาะสม สงบ และเกื้อกูลต่อการทำความดี การออกแบบอาคารจึงได้นำคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นไทย โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “อาคารเรือนยอด” หรือเจดีย์สีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณกึ่งกลางอาคาร สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของประเทศไทยในศตวรรษใหม่

แนวคิดหลักของการออกแบบคือการผสมผสานระหว่าง “จารีตประเพณี” และ “ความทันสมัย” ได้อย่างลงตัวและสง่างาม แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าสู่ความเป็นสากลได้โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรม พื้นที่ใช้สอยภายในอาคารที่มีขนาดกว่า 300,000 ตารางเมตร ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสะดวกสบาย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับรัฐสภาไทยไปสู่มาตรฐานโลก และมุ่งหวังให้เป็นสัญลักษณ์แห่ง “สันติภาพ”

การที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ร่มเงาของสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงศีลธรรม (ไตรภูมิ) ย่อมเป็นการเตือนใจทางอ้อมให้ตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ และความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน การทำหน้าที่ในสถานที่แห่งนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์และควรค่าแก่การเคารพ

บทสรุป: ความหวังใหม่ของประเทศไทย

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งนี้ จบลงด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จผลตามที่มุ่งหวัง สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากนี้คือการ “ลงมือทำ” ของเหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

ประชาชนชาวไทยต่างเฝ้ารอด้วยความหวังว่า พระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานไว้ จะไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำที่ผ่านเลยไป แต่จะถูกนำไปเป็นหลักยึดในการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นวิกฤต สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และนำพาความผาสุกมาสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

เราทุกคนต่างคาดหวังว่า รัฐสภาชุดนี้จะเป็น “สภาแห่งความหวัง” ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติในการกลั่นกรองกฎหมาย ขจัดความขัดแย้ง และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วยเหตุและผล โดยปราศจากอคติหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ดังที่ทรงย้ำเตือนว่า “ประเทศชาติจะมีความเจริญเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความสุจริต” ของท่านทั้งหลายนั่นเอง


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา คือพิธีการที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้น มีความสำคัญเพื่อเป็นการประกาศให้ฝ่ายนิติบัญญัติเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ

2. สาระสำคัญของพระราชดำรัสในวันเปิดประชุมรัฐสภาคืออะไร ใจความสำคัญคือการเตือนสติให้สมาชิกรัฐสภาตระหนักว่าได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยสติปัญญา ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริต โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

3. หลังจากเปิดประชุมรัฐสภาแล้ว จะมีขั้นตอนทางการเมืองอะไรต่อไป ตามกฎหมาย ภายใน 10 วันหลังวันเปิดประชุมรัฐสภา จะต้องมีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

4. อาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีชื่อว่าอะไร และมีความหมายว่าอย่างไร อาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีชื่อว่า “สัปปายะสภาสถาน” แปลว่า สถานที่ประกอบกรรมดี หรือสถานที่ที่มีความพร้อม เหมาะสม สงบ ร่มเย็น ซึ่งการออกแบบได้นำคติไตรภูมิทางพุทธศาสนามาเป็นแนวคิดหลัก

5. ใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าร่วมในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ผู้เข้าร่วมหลักประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.), สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), ประธานศาลฎีกา, ประธานองค์กรอิสระ และคณะทูตานุทูตต่างประเทศ

Related articles

ความสัมพันธ์และความลับระหว่างสมเด็จพระราชินีสินีนาถกับท่านผู้หญิงศรีรัศมีสุวดี

  โน้ ท พ.ย ก็ เพราะ ติด นี้ นะ พี่ เลิก กัลยาณี หรือ ไม่ ย้อน ไป เมื่อ เหตุ การณ์ ก่อน หน้า นี้ โดย ได้ มี เอกสาร ยืน…

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เจ้าคุณพระสินีนาถ เป็นผู้แทนพระองค์ เยือนอินเดีย วันที่ 22 มกราคม 2569 มีรายงานว่า สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล รายงานภาพบรรยากาศเมื่อค่ำคืนวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมาว่า พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เดินทางถึงวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ภาพจาก สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล สำรวจเพิ่มเติม ข่าวในพระราชสำนัก กระเป๋าเดินทาง…

บาท สมเด็จ พระ จุลจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว รัชกาล ที่ 10 เมื่อ ยัง ทรง พระ เยา

ความ ฝัน ของ ฉัน เต็ม ไป ด้วย น้ำ ตา ฉัน ร้อง เพลง ใน ล็อบบี้ ตอน ดึก ความ รัก ใน ความ งาม ของ ฉัน หมด สิ้น ไป ก่อน ที่ ฉัน…

ไฟเย็น แฉ ช็อกวงการ! ภา

ประมาณ ปี 2544 ยุวธิดา เนี่ย เริ่ม เขียน จดหมาย มา ทาง ราชสำนัก ไทย อ๋อ สมัย ทักษิณ เป็น นายก ใช่ ๆ อื เรื่อง นี้ เนี่ย เอ่อ ใน จด หมาย ทั้ง หมด เี่ ยัง…

สนธิ-วางแผนล่อ-ทนายดัง-จนมุม-กลางโซเชียล

ในโลกของข่าวสารและดราม่าโซเชียลมีเดียที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีประเด็นไหนจะร้อนแรงและถูกจับตามองมากไปกว่าศึกช้างชนช้างระหว่างสื่ออาวุโสอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และทนายความชื่อดังระดับประเทศอย่าง “ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด” เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแฉหรือการออกมาตอบโต้กันธรรมดา แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยล เปรียบเสมือนการเดินหมากรุกที่ฝ่ายหนึ่งอ่านเกมล่วงหน้าไว้หลายชั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในห้องพิจารณาคดี แต่กลับเริ่มต้นขึ้นในงานบุญกฐินที่ดูสงบเงียบ ณ วัดป่าภูแปกญาณสัมปันโน จังหวัดเลย ที่ซึ่ง “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีผู้ใจบุญได้โคจรมาพบกับสนธิ ลิ้มทองกุล การสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย กลับกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทนายคนดังอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “ปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา” ที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า เป็นยุทธวิธีที่สนธิใช้ในการต้อนทนายดังให้จนมุม โดยอาศัยความใจร้อนและการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง…

.เผยเหตุผลสำคัญ—ทำไมในหลวง—ทรงไว้วางพระราชหฤทัย—เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกร และเมื่อกล่าวถึงขัตติยนารีผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญที่สุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเวลานี้ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” หรือที่คนไทยเรียกขานกันด้วยความจงรักภักดีว่า “องค์ภา” ภาพความผูกพันที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ใช่เพียงภาพของพ่อและลูกเท่านั้น แต่คือภาพของพระมหากษัตริย์และขุนพลคู่พระทัยที่ทรงงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังและเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จึงทรงเป็นบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด สายใยแห่งความผูกพัน: จากทูลกระหม่อมพ่อ สู่ลูกไม้ใต้ต้น ย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่วันที่พระองค์ภาประสูติ…