.เปิดลำดับชั้นพระภรรยาเจ้า—เจาะลึกโบราณราชประเพณีแห่งราชวงศ์จักรี

พระภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินตามโบราณราชประเพณีไทย เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยยศพระภรรยาให้มีฐานันดรศักดิ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดลำดับชั้นพระภรรยาเจ้าไว้อย่างชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาล เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศและกำหนดบทบาทหน้าที่ในพระราชสำนักฝ่ายในอย่างเป็นทางการ

ลำดับชั้นของพระภรรยาเจ้านั้น หมายถึงพระภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระกำเนิดเป็นเจ้านายมาแต่เดิม โดยตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสถาปนาพระอิสริยยศ ได้กำหนดไว้ 4 ขั้นหลัก คือ พระอัครมเหสี พระมเหสี พระราชเทวี และพระอัครชายา ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีรายละเอียดและความสำคัญที่แตกต่างกันไปตามกาลสมัยและพระบรมราชวินิจฉัย

พระอัครมเหสี ถือเป็นตำแหน่งพระอิสริยยศสูงสุดของพระภรรยาเอกในพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นพระมารดาขององค์รัชทายาท ในอดีตมีการใช้คำนำหน้าพระนามที่หลากหลายตามแต่รัชกาล เช่น กรมหลวงบาทบริจาริก ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในสมัยรัชกาลที่ 4 อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดในหมวดนี้คือ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำหรับพระอัครมเหสีที่เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในประวัติศาสตร์ไทยมีเพียง 2 พระองค์เท่านั้น คือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ลำดับถัดมาคือ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ซึ่งเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีเช่นกัน แต่ไม่ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สมเด็จพระอัมรินทราบริรักษ์ ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งได้รับการเฉลิมพระนามในภายหลัง หรือในรัชกาลปัจจุบันคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง สมเด็จพระราชินี ซึ่งใช้เรียกพระอัครมเหสีในพระเจ้าแผ่นดินที่ยังไม่ผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสถาปนาเป็นพระบรมราชินีอย่างเป็นทางการ

ในส่วนของตำแหน่ง สมเด็จพระบรมราชเทวี ถือเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีระดับสูงอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมักใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะมีการสถาปนาตำแหน่งพระบรมราชินีนาถขึ้น เช่น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) หลังจากมีการริเริ่มตำแหน่งพระบรมราชินีนาถแล้ว การสถาปนาตำแหน่งพระบรมราชเทวีก็ลดน้อยลงไป

นอกจากพระภรรยาที่มีฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าแล้ว ยังมีส่วนของ บาทบริจาริกา ซึ่งหมายถึงภรรยาที่เป็นสามัญชนของพระมหากษัตริย์ พระมหาอุปราช หรือเจ้าฟ้า โดยจะมีฐานันดรตั้งแต่หม่อมราชวงศ์หญิงลงไป คำนำหน้านามที่ใช้คือ เจ้าจอม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จว่า เดิมใช้คำว่า จอมพระสนม หรือ เจ้าจอมพระสนม แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้มีการเรียกย่อเหลือเพียง เจ้าจอม และหากเจ้าจอมท่านใดมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ก็จะได้รับการเลื่อนฐานะเป็น เจ้าจอมมารดา

สำหรับลำดับชั้นของบาทบริจาริกาหรือพระสนมนั้น แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ พระสนมเอก พระสนม เจ้าจอม และนางอยู่งาน โดยในแต่ละรัชกาลอาจมีการสถาปนาตำแหน่งพิเศษเพื่อเชิดชูพระเกียรติยศเป็นกรณีไป เช่น ตำแหน่ง เจ้าคุณพระ ซึ่งเป็นตำแหน่งพระสนมเอกชั้นสูงที่ได้รับการสถาปนาขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 คือ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ และในรัชกาลปัจจุบันคือ เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี

การสืบสานความรู้เรื่องลำดับชั้นพระภรรยาเจ้านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังทำให้ประชาชนเข้าใจถึงโครงสร้างราชสำนักไทยที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและการให้เกียรติสตรีผู้มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การดูแลงานฝ่ายใน การทำหน้าที่ทนุบำรุงศาสนา ไปจนถึงการเป็นผู้นำด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

สรุปได้ว่า การแบ่งลำดับชั้นพระภรรยาเจ้าในราชวงศ์จักรีเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมในแต่ละรัชสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นแท้ของโบราณราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ตำแหน่ง “พระบรมราชินีนาถ” และ “พระบรมราชินี” ต่างกันอย่างไร? ตอบ: ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดย “พระบรมราชินีนาถ” คือพระอัครมเหสีที่เคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะที่พระมหากษัตริย์ทรงพระประชวรหรือเสด็จต่างประเทศ ส่วน “พระบรมราชินี” คือตำแหน่งพระอัครมเหสีที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว

2. “เจ้าจอม” กับ “เจ้าจอมมารดา” แตกต่างกันอย่างไร? ตอบ: “เจ้าจอม” คือภรรยาของพระมหากษัตริย์ที่เป็นสามัญชน (หม่อมราชวงศ์ลงไป) ส่วน “เจ้าจอมมารดา” คือตำแหน่งที่ใช้เรียกเจ้าจอมที่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาให้กับพระมหากษัตริย์

3. ในประวัติศาสตร์ไทยมีพระบรมราชินีนาถกี่พระองค์? ตอบ: มีทั้งหมด 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

4. ตำแหน่ง “เจ้าคุณพระ” คือตำแหน่งอะไร? ตอบ: “เจ้าคุณพระ” คือตำแหน่งพระสนมเอกขั้นสูงสุดสำหรับภรรยาสามัญชน โดยได้รับการสถาปนาเพื่อเชิดชูพระเกียรติยศเป็นกรณีพิเศษตามพระบรมราชวินิจฉัย

5. ทำไมพระภรรยาเจ้าแต่ละพระองค์จึงมีชื่อตำแหน่งไม่เหมือนกัน? ตอบ: เนื่องจากมีการจัดลำดับตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งแบ่งตามลำดับความสำคัญ 4 ขั้นหลัก (อัครมเหสี, มเหสี, ราชเทวี, อัครชายา) รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมในแต่ละรัชกาลและพระกำเนิดของแต่ละพระองค์ด้วย

Related articles

รอยต่อทางประวัติศาสตร์: จากปรีดี ถึงทักษิณ

ในแวดวงการเมืองไทย หากจะกล่าวถึงอำนาจที่มองไม่เห็นแต่มรสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเสียงในสภาหรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือรากฐานทางสังคมและสายสัมพันธ์ที่ถักทอมายาวนานนับร้อยปี วันนี้เราจะพาคอการเมืองและผู้สนใจประวัติศาสตร์ไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่แท้จริงของความแข็งแกร่งในขั้วอำนาจทางการเมือง ผ่านนามสกุลดังที่ใครได้ยินก็ต้องเกรงใจ นั่นคือ “ณ ป้อมเพชร” รากฐานอำนาจที่หยั่งลึกกว่าที่ตาเห็น เมื่อพูดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำหรือแกนนำพรรค แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างสังคมไทย จะพบว่า “ระบบเครือญาติ” และ “สายตระกูล” ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่สมัยโบราณ นามสกุล “ณ ป้อมเพชร” ไม่ใช่นามสกุลที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตย แต่เป็นสายตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี…

อนุรักษ์ เก่า ที่ ตอน นี้ เนี่ย นะ อยู่ ใน ความ ดู แล ของ สุรยุทธ์ จุฬานนท์ นะ ฮะ แล้ว ก็ ไอ้ ไๆ ไๆ ไๆ

กรณี อุ้งอิ๊ง เออ จะ ไป ยัง ไง กัน ต่อ ถึง ขั้น >> เอ่อ รุนแรง ไป ถึง ขั้น ไหน เออ >> ไอ้ ฮุนเซน ถือ ว่า ทำ งาน ภารกิจ สำเร็จ ลุ…

จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ท่ามกลางกระแสความสนใจของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องราวของดวงชะตาบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ทางการเมืองและสังคม มักจะมีการหยิบยกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และคำทำนายเก่าแก่ขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อกันในวงกว้างบนโลกออนไลน์ คือบันทึกคำทำนายที่อ้างว่าเป็นของ “โหรหลวง” ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ขบคิดตาม โดยเฉพาะการแบ่งยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ออกเป็น 12 ยุค หรือ 12 รัชกาล ซึ่งแต่ละยุคจะมีชื่อเรียกขานที่สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกรายละเอียดของคำทำนายดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคตที่ถูกทำนายไว้ว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก จุดเริ่มต้นแห่งคำทำนาย: ปฐมบทแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 1…

ขุมทรัพย์ใต้พิภพ: ทองคำ 15 ตันและแก้วมณี

ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สังคมไทยมักจะหันกลับมาหาที่พึ่งทางใจและความหวังจากตำนานความเชื่อ โดยเฉพาะคำทำนายจากพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หนึ่งในคำทำนายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์และวงสนทนาธรรมะ คือบันทึกคำพยากรณ์ของ “พระราชพรหมยาน” หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งท่านได้เคยกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ 10 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งระดับโลก ย้อนรอยตำนาน “ฤๅษีทัศนาจร” เรื่องราวคำทำนายนี้มีที่มาจากหนังสือ “ฤๅษีทัศนาจร” ซึ่งเป็นการรวบรวมคำเทศนาและบันทึกการสนทนาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในเล่มที่ 1 ตอนที่ชื่อว่า “เทวดาชวนขุดทอง” เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องลี้ลับ แต่เป็นการแฝงธรรมะและนิมิตหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย ตามบันทึกระบุว่า…

ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา

ในห้วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงและให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางคือบทบาทและอนาคตของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์กำลังเจริญพระชนมายุเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ซึ่งตามโบราณราชประเพณีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกวิเคราะห์ถึงเส้นทางของพระองค์ผ่านมุมมองของ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ การตีความสถานะทางกฎหมาย และก้าวย่างสำคัญสู่การเป็น “สมเด็จพระยุพราช” หรือองค์รัชทายาทโดยแท้ ที่คนไทยทั้งแผ่นดินต่างรอคอย ปฐมบทแห่งพระราชหฤทัย: เจ้าฟ้าผู้เป็นประทีปแห่งปัญญา ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 ณ โรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติยินดีกับข่าวการประสูติของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) กับท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี พระกุมารผู้มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ…

เกมพลิกจุดจบ ท่านเรวัตจัดชุดใหญ่ คนสั่งย้าย ผู้การธรรมนูญปะทะนายพลเขมร

นาว เอก ธรรมนูญ ถูก ย้าย นะ ครับ ตั้ง ใจ มา ไลฟ์ วัน นี้ ก็ จะ พูด เรื่อง นี้ แหละ ครับ ผม ถาม ว่า เรา เป็น ผู้ บังคับ บัญชา ไป ย้าย นาวา เอก ธรรมนูญ…